หลวงพระบางวันนี้

หลวงพระบางวันนี้ (Luang Prabang Today)


เมืองหลวงพระบาง มุมสูง


หลวงพระบางเป็น 1 ใน 6 แขวงภาคเหนือของประเทศลาว ซึ่งประกอบไปด้วย หลวงพระบาง, อุดมไซ, ไซยะบุรี, พงสาลี, หัวพัน, บ่อแก้วหลวงพระบางถือเป็นแขวงเอกที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่สุดแขวงหนึ่งของประเทศ เพราะเป็นเมืองหน้าด่าน การเดินทางไปยังแขวงอื่นๆ ในภาคเหนือ จะต้องมาผ่านเมืองหลวงพระบางแทบทั้งสิ้น

หลวงพระบาง ประกอบไปด้วยเมืองบริวารทั้งหมด 12 เมือง คือ เมืองหลวงพระบาง, เมืองจอมเพชร, เมืองเชียงเงิน, เมืองนาน, เมืองปากอู, เมืองน้ำบาก, เมืองงอย, เมืองปากแซง, เมืองโพนไซ, เมืองเวียงคำ, เมืองพูคูน และเมืองโพนทอง

ที่ตั้ง:อยู่ที่เส้นรุ้ง 19 องศา 54 ลิปดาเหนือ และเส้นแวง 102 องศา 8 ลิปดาตะวันออก

สภาพภูมิประเทศ:โอบล้อมด้วยหุบเขารอบด้าน มีความสูงประมาณ 1,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีแม่น้ำโขง, แม่น้ำคาน และแม่น้ำอู เป็นสายน้ำหลักไหลผ่าน

สภาพภูมิอากาศ: หลวงพระบางต่างจากเมืองใหญ่อื่นๆ ของลาว เนื่องจากถูกขนาบล้อมด้วยหุบเขาล้อมด้าน ทำให้ค่อนข้างอับฝน ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ถูกเทือกเขาหลวงพระบาง ซึ่งกั้นพรมแดนไทย-ลาวยาวจากเพชรบูรณ์ถึงน่านสกัดไว้ ส่วนฝนจากอ่าวตังเกี๋ยก็ถูกเทือกเขาอันนำตรงพรมแดนลาว-เวียดนามกำบังอยู่เช่นกัน ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปีของหลวงพระบางจึงมีเพียง 100 150 มิลลิเมตรเท่านั้น
ฤดูร้อน:เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์จนถึงต้นเดือนพฤษภาคม อุณหภูมิสูงสุดอยู่ในเดือนเมษายน เฉลี่ย 35 องศาเซลเซียส ฤดูนี้จะมีฝนบ้างประปรายตั้งแต่กลางเมษายนเป็นต้นไป
ฤดูฝน:เริ่มกลางเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกันยายน ฝนมากที่สุดในเดือนสิงหาคม อุณหภูมิในช่วงฤดูนี้เฉลี่ย 30 องศาเซลเซียส
ฤดูหนาว:เริ่มจากกลางเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ หนาวที่สุดจะอยู่ท้ายเดือนธันวาคมเรื่อยไปถึงต้นเดือนมกราคม อุณหภูมิต่ำสุดฤดูนี้วัดในตัวเมืองได้ 5 องศาเซลเซียส

เนื้อที่:16,875 ตารางกิโลเมตร (6,516 ตารางไมล์)

ประชากร:หลวงพระบางมีประชากรประมาณ 408,800 คน ร้อยละ 40 เป็นลาวลุ่ม ร้อยละ 46 เป็นกลุ่มลาวเทิง และร้อยละ 14 เป็นลาวสูง ในเขตตัวเมืองมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 60,000 คน หลวงพระบางถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมของความเจริญในภาคเหนือของประเทศลาวในทุกๆ ด้านเช่น

ด้านการศึกษาถือเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาของภาคเหนือ มีมหาวิทยาลัยแห่งชาติสุพานุวง, วิทยาลัยกฎหมายภาคเหนือ, วิทยาลัยการเงิน-การธนาคารเขตภาคเหนือ, โรงเรียนแพทย์และพยาบาล, วิทยาลัยครู, วิทยาลัยการช่าง (สารพัดช่าง) ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงพระบางทั้งสิ้น

ด้านท่องเที่ยวเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวของภาคเหนือ เนื่องจากเป็นเมืองมรดกโลก จึงทำให้หลวงพระบาง เป็นเมืองที่มีการเติบโตทางด้านธุรกิจการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศลาว

ด้านการคมนาคมขนส่ง เป็นเมืองศูนย์กลางการคมนาคม และขนส่งที่สำคัญของภาคเหนือประเทศลาว

หลวงพระบางเมืองมรดกโลก


โลโก้มรดกโลกขององค์การยูเนสโก้


องค์การยูเนสโกประกาศให้เครดิตกับเมืองหลวงพระบางว่าเป็นเมืองที่ได้รับการปกปักรักษาที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Best Preserved City in South – East Asia) เมื่อครั้งที่มีการสำรวจเบื้องต้นในปีพ.ศ. 2533 – 2538และได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชีรายชื่อ “เมืองมรดกโลก” (World Heritage Town) เมื่อวันที่ 2ธันวาคม พ.ศ. 2538มีการจัดทำแผนให้เงินทุนสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ และองค์กรอิสระอื่นๆ หลายองค์กร จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541เมืองหลวงพระบางก็ได้รับสถานภาพให้เป็นเมืองมรดกโลกอย่างเป็นทางการ ตามปกติแล้วคณะกรรมการมรดกโลกจะมีหลักเกณฑ์การพิจารณาหลักๆ สำหรับมรดกโลกทางวัฒนธรรมอยู่ 6ข้อ ขอเพียงเข้าหลักเกณฑ์ใดหลักเกณฑ์หนึ่งก็จะได้รับการพิจารณา แต่หลวงพระบางมีคุณสมบัติเข้าหลักเกณฑ์การพิจารณาถึง 3ข้อจาก 6ข้อดังนี้

ข้อที่ 2มีอิทธิพลอย่างสูงยิ่ง เหนือกาลเวลาอันยาวนาน หรือมีอิทธิพลภายในเขตวัฒนธรรมของโลก อันเกี่ยวเนื่องกับพัฒนาการทางสถาปัตยกรรม ศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น การวางผังเมือง หรือการออกแบบภูมิสถาปัตย์

ข้อที่ 4เป็นตัวอย่างอันชัดเจนของรูปแบบอาคาร หรือสถาปัตยกรรมโดยภาพรวม หรือภูมิสถาปัตย์ที่แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนอันมีนัยสำคัญในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ข้อที่ 5เป็นตัวอย่างอันชัดเจนของการตั้งถิ่นฐานชุมชนมนุษย์ หรือแสดงให้เห็นการใช้พื้นที่ ซึ่งเป็นภาพแทนของวัฒนธรรม


อาคารบ้านเรือนสไตล์โคโลเนียลในหลวงพระบาง


ความสำคัญของเมืองหลวงพระบาง คือ เป็นเมืองหลวงเก่าอุดมไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันลุ่มลึก ทุกซอกทุกมุมของเมืองมีบ้าน วัด วัง และสถาปัตยกรรมที่น่าหลงใหล ประเพณี ความเชื่อ และความผูกพันในพระศาสนาของคนเมืองนี้ที่ยังมีชีวิตชีวาไม่สูญหายเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ใครๆ ที่ได้มาเยือน หลวงพระบาง ก็อดที่จะประทับใจกับความเป็นจริงเหล่านี้ไม่ได้ และความประทับใจนั่นเองนำพวกเขาเหล่านั้นกลับมาอีกครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เฉพาะแต่กับชาวต่างชาติ แม้แต่คนลาวด้วยกันเอง การได้เดินทางไปไหว้ พระบาง ไปเที่ยวงานบุญเมืองหลวงพระบางสักครั้งก็เป็นความฝันของชีวิตที่สมบูรณ์แล้วสำหรับพวกเขา

หลวงพระบางเมืองที่อดีตยังอยู่กับปัจจุบัน
Marthe Bassene สตรีชาวฝรั่งเศสนางหนึ่งเคยเขียนถึงเมืองหลวงพระบางไว้ในนิตยสารเมื่อปี พ.ศ. 2452 ว่า "โอ้.. ประเทศนี้ปกป้องสรวงสวรรค์แห่งความสุขในอุดมคตินี้เอาไว้ได้อย่างไร จากกระแสโลก จากความก้าวหน้าและความทะเยอทะยานในสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการ! หลวงพระบางจะอยู่ในศตวรรษแห่งวิทยาการ, ผลประโยชน์ที่ได้มาอย่างรวดเร็ว, ชัยชนะของเงิน, นักฝันคนสุดท้าย, คู่รักคู่สุดท้าย และจินตกวีคนสุดท้ายได้หรือ"?

กว่าหนึ่งศตวรรษผ่านไป หลวงพระบางยังคงสภาพอย่างที่มันควรจะเป็นเอาไว้ได้ เมื่อมีสถานะเป็นเมืองมรดกโลก อาคารบ้านเรือน และสิ่งก่อสร้างทุกอย่างถูกดูแลเป็นอย่างดีโดยห้องว่าการมรดกโลกประจำเมือง ไม่ว่าจะดำเนินการก่อสร้าง หรือซ่อมแซมอาคารใดๆ ก็ตามในเขตเมืองเก่าจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติแบบแปลนจากหน่วยงานนี้ก่อนเสมอ





ในเขตมรดกโลกนี้ มีอาคารเก่าซึ่งสร้างก่อนปี พ.ศ. 2538 ไม่ว่าจะเป็นวัด อาคารทรงลาว (2 ชั้น หลังคาสูง มีระเบียง) และอาคารทรงโคโลเนียลที่ถูกจัดว่าเป็นอาคารเก่าที่สร้างถูกต้องตามทรงที่กำหนดอยู่ทั้งหมด 611 หลัง โดยถูกบันทึกภาพถ่ายไว้ทุกแง่มุม สำหรับใช้ในการอ้างอิงเมื่อถึงเวลาต้องมีการปรับปรุง-ซ่อมแซม อาคารเหล่านี้จำเป็นต้องอยู่ในทรงเดิมของมันเช่นนี้ตลอดไป ไม่สามารถดัดแปลงได้ ส่วนอาคารที่อยู่นอกบัญชีเหล่านี้ หรืออาคารที่กำลังจะสร้างใหม่นั้นสามารถก่อสร้าง ซ่อมแซม ดัดแปลงได้ แต่ต้องเป็นทรงตามที่กำหนดไว้เท่านั้น รวมไปถึงการใช้สีด้วย (ห้ามใช้สีเคลือบเลื่อม) และที่สำคัญงานออกแบบทั้งหมดต้องทำโดยสถาปนิกมืออาชีพเท่านั้น รวมไปถึงป้ายชื่อโรงแรม, ร้านอาหาร, ร้านค้า ทุกป้ายต้องเป็นป้ายที่ทำขึ้นจากไม้ บังคับให้ใช้สีพื้นเป็นสีไม้ธรรมชาติ หรือดำ และตัวหนังสือสีทอง โดยจะต้องใช้อักษรภาษาลาวอยู่ด้านบน แล้วภาษาต่างประเทศอื่นๆ อยู่ด้านล่างเสมอ ความเป็นมรดกโลกมิได้จำกัดแต่เพียงอาคาร บ้านเรือน วัดวาอารามต่างๆ เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึง ตรอก ซอย ฟุตบาท แม้กระทั่งต้นไม้ใบหญ้า ซึ่งหากต้องการตัด หรือทำลาย จะต้องทำหนังสือเพื่อขออนุญาตเช่นเดียวกัน ผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษปรับสูงถึงต้นละ 500 เหรียญสหรัฐ หรือในกรณีสิ่งปลูกสร้าง อาคาร บ้านเรือนต่างๆ หากการก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบแปลนที่กำหนด โทษสถานเดียวที่จะได้รับคือ อาคารหลังนั้นจะถูกทุบทำลาย และบังคับให้เจ้าของโครงการสร้างกลับคืนในรูปแบบเดิมทันที
ในมุมมองสถาปัตยกรรม หลวงพระบางยังคงเก็บรักษาความเก่าแก่ และความกลมกลืนของธรรมชาติ บ้านไม้ บ้านสไตล์ลาว อาคารปูนทรงโคโลเนียลอายุเกือบร้อยปี และอาคารทรงนีโอโคโลเนียล ที่ผสานสไตล์โคโลเนียลกับลาวเข้าด้วยกันเอาไว้ได้อย่างสวยงาม
ในมุมมองทางวัฒนธรรม ชาวบ้านที่นี่ก็ยังคงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายในแบบของพวกเขาเอาไว้ได้อย่างมีเสน่ห์ หลวงพระบางเลยได้รับการยกให้เป็น “ที่พำนักสำหรับนักฝันคนสุดท้าย”

หลวงพระบางกับการเปลี่ยนแปลง?
นับจากปี พ.ศ. 2538 ซึ่งเป็นปีที่หลวงพระบางถูกประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก้ เมืองเล็กๆ แห่งนี้ได้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว มีธุรกิจที่เกียวข้องกับการท่องเที่ยว และการบริการเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรงแรม รีสอร์ท เฮือนพัก ร้านอาหาร อินเตอร์เนทคาเฟ่ ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ส่งผลให้ที่ดินในเขตตัวเมืองมีราคาแพงยิ่งกว่าทองคำ ทุกวันนี้ที่ดินในหลวงพระบาง หากอยู่ในย่านทำเลธุรกิจ หรือติดริมแม่น้ำ ขนาดเนื้อที่ประมาณ 120 ตารางวา ราคาซื้อ-ขายจะเริ่มต้นที่ประมาณ 10-15 ล้านบาท และอาจสูงถึง 40-50 ล้านบาทหากมีสิ่งปลูกสร้างถาวรเรียบร้อยแล้ว ด้วยกฎระเบียบของทางการที่ห้ามชาวต่างชาติถือครอง หรือเป็นเจ้าของในที่ดิน การเช่าจึงเป็นทางออกเดียวสำหรับนักลงทุนจากนานาชาติ (ยกเว้นกรณีที่มีมูลค่าการลงทุนตั้งแต่ 500,000 เหรียญสหรัฐขึ้นไป จึงจะมีสิทธิในการซื้อที่ดินเป็นของตัวเอง) ซึ่งค่าเช่าในย่านธุรกิจสำคัญๆ ใจกลางเมืองเช่น บริเวณ ถ.สีสว่างวงศ์ (บ้านเจ็ก) หรือบริเวณริมแม่น้ำโขง และริมแม่น้ำคาน จะอยู่ที่ราว 30,000-80,000 บาท/เดือน วิธีการชำระเงินค่าเช่าจะคิดจากจำนวนปีที่ต้องการเช่าเช่น หากต้องการเช่าในระยะเวลา 10 ปี การชำระก็อาจจะแบ่งเป็น 2 งวดๆ ละ 5 ปี (จ่ายรวดเดียวทั้งก้อน) จะไม่มีการเก็บค่าเช่าเป็นรายเดือน เป็นต้น แน่นอนการไหลเข้าของการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองแบบเดิมๆ ต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ด้วยปัจจัยเรื่องราคาที่ดิน-ค่าเช่าข้างต้น ผนวกกับการที่หลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลก ซึ่งมีกฏระเบียบ และกฏเกณฑ์ที่เคร่งครัด ทำให้การเปลี่ยนแปลงของเมืองเป็นไปอย่างช้าๆ ไม่ได้รวดเร็วอย่างที่หลายคนกังวล

หลวงพระบางในอนาคต
โครงการในระยะสั้น 1-3 ปีข้างหน้า


Luang Prabang Golfclub


ในปีพ.ศ. 2554 หลวงพระบางจะมีสนามกอล์ฟขนาดมาตรฐาน 18 หลุม พร้อมสปอร์ตคลับ, โรงแรมระดับ 5 ดาว ประมาณ 3-4 แห่งจะเริ่มทยอยเปิดให้บริการ, สวนสัตว์ไนท์ซาฟารี (ทุกโครงการอยู่นอกเขตมรดกโลก) รวมทั้งรถโดยสารระหว่างประเทศเส้นทางใหม่ๆ เช่น หลวงพระบาง-เชียงใหม่, หลวงพระบาง-กรุงเทพ, หลวงพระบาง-อุดรธานี เป็นต้น (ปัจจุบันที่มีให้บริการแล้วคือเส้นทางสาย หลวงพระบาง-คุนหมิง, หลวงพระบาง-ฮานอย)

ในปีพ.ศ. 2556 เป็นปีที่การพัฒนาโครงสร้างขนาดใหญ่หลายๆ โครงการของเมืองจะแล้วเสร็จ เช่น
  • โครงการขยายสนามบินนานาชาติหลวงพระบาง ซึ่งจะทำให้มีขีดความสามารถในการรองรับเครื่องบินแบบโบอิ้งได้ 4 ลำและ เครื่องบินแบบ ATR 72-500 ได้ 7 ลำเข้าจอดในบริเวณลานจอดได้พร้อมกัน
  • โครงการก่อสร้างถนนสายบายพาสสายใหม่จะแล้วเสร็จในปีนี้เช่นเดียวกัน ทำให้การเดินทางโดยรถจากนครหลวงเวียงจันทน์มาหลวงพระบางใช้เวลาเพียง 5 ชั่วโมง (ปัจจุบันใช้เวลาไม่น้อยกว่า 7-8 ชั่วโมง)
โครงการระยะยาว 3-5 ปีขึ้นไป





  • ทางการแขวงมีโครงการในการพัฒนาเมืองใหม่ ในเขตเมืองจอมเพชร ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเมืองหลวงพระบางในปัจจุบัน ในโครงการนี้จะมีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงเพื่อเชื่อมเมืองใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเมืองเก่าในปัจจุบันเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งการลงทุนก่อสร้างในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
  • โครงการสร้างทางรถไฟเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าและการบริการของ 3 ประเทศ (จีน ลาว ไทย) ซึ่งหากโครงการนี้สำเร็จ ส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟเส้นนี้จะผ่านเมืองหลวงพระบางด้วยเช่นกัน คาดการณ์ว่าเส้นทางรถไฟจะผ่านเมืองหลวงพระบางตรงบริเวณเมืองใหม่ฝั่งเมืองจอมเพชรนั้นเอง