About AEC

วัดบริเวณโดยรอบภูสี,วัดฝั่งตรงข้ามแม่น้ำโขงในหลวงพระบาง

by Editor Thekob Tourismthailand.org/AEC

วัดบริเวณโดยรอบภูสี
 
 
วัดถ้ำภูสี
 
วัดเล็กๆ วัดนี้ตั้งอยู่ใกล้กับรอยพระพุทธบาทของวัดศรีพุทธบาททิพาราม ความน่าสนใจสิ่งแรกที่ไม่ควรพลาดชมเมื่อเดินทางมาถึงคือ พระสังกัจจายก่ออิฐถือปูนและปิดทองประดิษฐานอยู่ในเพิงหินมีลักษณะเป็นเวิ้งถ้ำแคบๆแตกต่างจากพระพุทธรูปทั่วไปในวัดเมืองหลวงพระบาง สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2505 ทางด้านซ้ายของพระสังกัจจายมีทางลึกเข้าไปในถ้ำ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปไม้ปิดทองปางต่างๆตามผนังและพื้นถ้ำ นอกจากนั้นบริเวณภายนอก จะเห็นพระพุทธรูปปางต่างๆ ซึ่งประดิษฐานตรงบริเวณริมหน้าผาหลายองค์
 
 
 
วัดอาไพ
 
แต่เดิมสร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2072 โดยพ่อค้าที่มาจากทางใต้ ในรัชสมัยของพระเจ้าโพธิสาระมีชื่อว่าวัดไหไพปลาแดก ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดอาไพปัจจุบันพระอุโบสถหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะคล้ายกับพระอุโบสถที่วัดหมื่นนา ด้านหลังมีพระธาตุสีทองซึ่งบูรณะในปีพ.ศ. 2512 แทนที่ตั้งของพระธาตุองค์เก่าที่พังทลายลง
 
 
 
 
 
วัดอาฮามอุตุมะธานี
 
พระอุโบสถวัดอาฮามสร้างโดยพระเจ้ามังทาตุราชในปีพ.ศ. 2365 ด้านข้างพระอุโบสถจะเป็นที่ตั้งของหอเสื้อเมืองหรือหอ “ปู่เยอ-ย่าเยอ” หลังคามีลักษณะซ้อนกันอยู่ 3 ชั้นตรงกลางสันหลังคามีช่อฟ้ารูปทรงแปลกตาจากวัดทั่วไปในหลวงพระบาง ข้างบันไดทางขึ้นพระอุโบสถด้านหน้ามีรูปปั้นสิงห์ลอยตัว ทาด้วยปูนขาวถัดออกไปด้านข้างทั้งสองด้านเป็นรูปปั้นยักษ์ลอยตัวบางตำรากล่าวว่าเป็นทวารบาล พระอุโบสถได้รับการบูรณะในปีพ.ศ. 2474 และค้นพบโบราณวัตถุมีค่าหลายชิ้นที่ฝังอยู่ใต้พระอุโบสถ หน้าพระอุโบสถมีพระธาตุ 2 องค์องค์หนึ่งเป็นพระธาตุทรงแปดเหลี่ยมในอดีตมีหอคลุมอยู่ อีกองค์เป็นพระธาตุย่อมุมบริเวณมุมฐานทั้งสี่ด้านประดับด้วยเสารูปดอกบัว ด้านข้างวัดอาฮามมีประตูเล็กๆสามารถเดินเพื่อเข้าไปชม พระธาตุหมากโม ในเขตวัดวิชุลและพระอุโบสถได้อย่างสะดวก
 
 
วัดหมื่นนาชมพูอาราม
 
 
พระอุโบสถสร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2076 ในสมัยพระเจ้าโพธิสาระ ต่อมาบูรณะอีกหลายครั้งจนเป็นดังที่เห็นในปัจจุบัน มีลักษณะศิลปะแบบหลวงพระบางทั่วไป ด้านข้างมีพระธาตุองค์ใหญ่รูปสี่เหลี่ยมย่อมุม มีหออูบมุงอยู่ไม่ไกล ที่ผนังด้านนอกมีรูปปั้นสัตว์ทำจากดินเผาสีล้อมรอบ
 
 
 
 
วัดฝั่งตรงข้ามแม่น้ำโขง
 
 
วัดจอมเพชร
 
วัดจอมเพชรปัจจุบันเป็นวัดร้าง มีสิ่งก่อสร้างที่ยังมีรูปร่างชัดเจนเพียงอุโบสถหลังเล็กและพระพุทธรูปก้นหอยสององค์ที่อยู่ด้านหลัง ทั้งหมดอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรม ลวดลายประดับหลุดออกเกือบหมด นอกนั้นเป็นร่องรอยของพื้นอิฐโปกปูนและเสาที่อยู่ด้านหน้าและด้านข้างพระอุโบสถ จุดเด่นของวัดร้างแห่งนี้คือ เป็นจุดสำหรับใช้ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม สามารถมองได้รอบตัวโดยเฉพาะฝั่งตัวเมืองหลวงพระบางซึ่งตั้งขนานไปตามลำแม่น้ำโขงยาวหลายกิโลเมตร ท่ามกลางทิวเขาสลับซับซ้อนเบื้องหลัง ทางฝั่งซ้ายสามารถมองเห็นปากแม่น้ำคานที่ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง ส่วนทางฝั่งขวามองเห็นคุ้งน้ำไหลลัดเลาะเข้าสู่หุบเขา นอกจากนี้จากฝั่งตัวเมืองยังสามารถมองเห็นพระอุโบสถของวัดจอมเพชรแห่งนี้ได้อย่างชัดเจนเช่นกัน
 
 
วัดเชียงแมนไชยเสดฐาราม
 
เฉพาะพระอุโบสถตามหลักฐานเชื่อว่าสร้างขึ้นในสมัยกลางพุทธศตวรรษที่ 24 ทับพระอุโบสถหลังเดิมซึ่งสร้างพร้อมกับวัดก่อนหน้าประมาณ 200 ปี ลักษณะทางสถาปัตยกรรมส่วนมากสร้างในรัชสมัยพระเจ้าอนุรุท พระเจ้ามังทาตุราชและพระเจ้าจันทราช ดอกดวงที่ซุ้มประตูและบานประตูเป็นศิลปะแบบหลวงพระบางผสมพม่า ไม่ทราบแน่ชัดว่าสร้างในรัชสมัยใด ชื่อเชียงแมนสันนิษฐานว่ามีสองความหมายคือ เมืองสวรรค์หรือสวรรค์เมืองแมน อีกชื่อหนึ่งคือเมืองม่านหรือเมืองพม่า
 
 
 
วัดล่องคูน และ ถ้ำคูหาสักกะลิน
 
วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยใดไม่มีบันทึกแน่นอน เดิมเชื่อว่าเป็นวัดป่า ต่อมาจึงมีการสร้างศาสนสถานที่ถาวรขึ้น นับเป็นวัดที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับพระราชพิธีราชาภิเษกของเจ้ามหาชีวิต ซึ่งหลายพระองค์ทรงผนวชที่วัดล่องคูนก่อนขึ้นครองราชย์สมบัติ จนมาถึงรัชสมัยของเจ้ามหาชีวิตสององค์สุดท้ายและองคมกุฎราชกุมาร ได้เกิดมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 1975 เสียก่อนจึงได้ยกเลิกธรรมเนียมปฏิบัติที่ว่านี้ไป จุดเด่นของวัดอยู่ที่ผนังด้านหน้าพระอุโบสถ มีภาพเขียนสีลักษณะคล้ายทหารจีน 2 คน ยืนอยู่คนละด้านของประตูทางเข้าพระอุโบสถวาดขึ้นในสมัยกลางพุทธศตวรรษที่ 24 ภายในพระอุโบสถมีภาพเขียนฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์โดยรอบทั้ง 3 ด้าน ภายนอกพระอุโบสถทางด้านทิศตะวันออกของวัดมีบันไดทอดลงฝั่งแม่น้ำโขงตลอดทางยาวบันไดเห็นทิวทัศน์เมืองหลวงพระบางฝั่งในเมืองบอย่างกว้างไกลสวยงามตั้งแต่บริเวณปากแม่น้ำคานไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง วัดเชียงทอง พระราชวังหลวงพระบางและพระธาตุจอมสีนอกจากนั้นถัดจากบันไดทางลงไปยังริมฝั่งแม่น้ำโขงเล็กน้อยยังสามารถเดินไปตามทางเล็กๆ ที่ทอดลัดเลาะไปตามไหล่เขาระยะทางประมาณ 300-400 เมตร จะมีถ้ำที่ชื่อ “คูหาสักกะลิน” ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เพิ่งได้รับการค้นพบใหม่เมื่อไม่นานมานี้เองสอบถามจากชาวบ้านที่ดูแลถ้ำได้ความว่า เจ้าอาวาสองค์ก่อนๆ ได้อ่านพบในบันทึกเก่าว่า บริเวณนี้มีถ้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ดังนั้นจึงได้เกณฑ์พระเณรออกไปสำรวจบริเวณที่ว่าก็พบเพียงโพรงดินเล็กๆ เท่านั้น ไม่พบเห็นมีถ้ำแต่อย่างใด ด้วยความต้องการอยากจะพิสูจน์บันทึกเก่าเล่มดังกล่าวว่าข้อมูลที่ว่าไว้นั้นเป็นจริงหรือเท็จประการใด จึงได้ให้พระ,เณรและชาวบ้านในละแวกนั้นช่วยกันขุดลงไปในโพรงดินที่ได้ค้นพบครั้งแรก วันละเล็กวันละน้อย ในที่สุดก็พบว่ามีถ้ำอยู่ภายในนั้นจริงสาเหตุที่ปากถ้ำถูกดินถล่มลงมาปิดทางเข้า-ออก สันนิษฐานว่าเนื่องจากตอนหน้าฝนมีดินสไลด์ลงมาจนทำให้ไม่อาจมองเห็นปากทางเข้าออกถ้ำดังกล่าวนั่นเอง เมื่อแรกค้นพบภายในมีพระพุทธรูปสร้อยสังวาลเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านผู้ดูแลบอกว่าเฉพาะพระพุทธรูปเก่าปางต่างๆ นั้นมีมากกว่าที่พบในถ้ำติ่งเสียอีก แต่น่าเสียดายที่ถูกโจรลักขโมยไปบางส่วน ส่วนที่เหลือยู่ปัจจุบันทางการได้นำพระพุทธรูปเหล่านั้นไปเก็บรักษาไว้ที่แผนกท่องเที่ยวของแขวงหลวงพระบาง “ถ้ำคูหาสักกะลิน” เป็นถ้ำที่สามารถเดินลงไปได้ 5 ชั้น ภายในชั้นที่ 1 จะมีสถูปสีขาวขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทางซ้ายมือบริเวณด้านข้างจะมีหิ้งวางพระพุทธรูป ซึ่งยังคงมีร่องรอยหลงเหลืออยู่แต่เพียงเล็กน้อย ชั้นที่ 2 เป็นเพียงชั้นเล็กๆขนาดพอให้คนยืนได้สักประมาณ 10 คน ชั้นที่ 3 ,4 และ 5 จะมีหินงอกหินย้อนตามธรรมชาติที่สวยงามหากท่านต้องการจะมาเที่ยวชมถ้ำคูหาสักกะลิน จะต้องเตรียมไฟฉายที่มีความสว่างพอสมควรเพราะภายในถ้ำจะมืดมาก ถ้าไม่ได้เตรียมไฟฉายมา สามารถขอยืมได้ที่คนเก็บค่าธรรมเนียม จะต้องบอกว่าท่านต้องการจะไปชมถ้ำด้วย รองเท้าที่สวมควรเป็นรองเท้าแบบกันลื่นจะดีที่สุดเพราะภายในถ้ำอากาศจะชื้นและทางเดินจะชันและลื่นตลอดทั้งปี

Editor Thekob Tourismthailand.org/AEC

เป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยว เราจะนำเสนอแหล่งท่องเที่ยว และรวบรวมแหล่งท่องเที่ยว ไม่ว่าทุกท่านต้องการไปท่องเที่ยวที่ไหนภายในประเทศอาเซียน