ข้อมูลพื้นฐานของประเทศไทย

ข้อมูลพื้นฐานของประเทศไทย

ข้อมูลพื้นฐานของประเทศไท

จัดทำโดย กองประสานการลงทุน

ข้อมูลพื้นฐานของประเทศไทย

ขนาดและที่ตั้ง

ประเทศไทยมีพื้นที่ทั้งหมด 513,115.020 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 198,953 ตารางไมล์ (มีขนาดใกล้เคียงกับประเทศฝรั่งเศส หรือมลรัฐเท็กซัสของสหรัฐอเมริกา) โดยตั้งอยู่ใจกลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีฐานะเสมือนประตูสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Gateway to Southeast Asia and the GMS: Greater Mekong Sub-Region)

ประเทศไทยมีพรมแดนติดกับประเทศพม่าทางทิศตะวันตก มีพรมแดนติดกับประเทศลาวทางทิศเหนือ มีพรมแดนติดกับประเทศกัมพูชาทางทิศตะวันออก และมีพรมแดนติดกับประเทศมาเลเซียทางทิศใต้ โดยความยาวจากจุดเหนือสุดและใต้สุดของประเทศมีระยะทาง 1,640 กิโลเมตร ในขณะที่ความกว้างจากจุดตะวันตกสุดไปถึงจุดตะวันออกสุดของประเทศ มีระยะทาง 780 กิโลเมตร ทั้งนี้ ประเทศไทยมีเวลาแตกต่างจากเวลามาตรฐานกรีนิช 7 ชั่วโมง

สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ลักษณะภูมิประเทศโดยรวมของประเทศไทยประกอบด้วย เทือกเขา ป่าไม้ เนินเขา ที่ราบสูง ที่ราบหุบเขา ที่ราบลุ่มบริเวณแม่น้ำใหญ่หลายสาย ทะเล ชายหาด และเกาะแก่งต่างๆ โดยประเทศไทยประกอบด้วย 76 จังหวัด ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ภูมิภาค (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ) ดังนี้

  1. ภาคกลาง มีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบ และบางจังหวัดติดทะเลอ่าวไทย รวม 25 จังหวัด
  2. ภาคเหนือ มีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาและหุบเขา รวม 17 จังหวัด
  3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง รวม 20 จังหวัด
  4. ภาคใต้ มีลักษณะภูมิประเทศขนาบด้วยทะเล โดยฝั่งซ้ายติดทะเลอันดามัน และฝั่งขวาติดทะเลอ่าวไทย รวม 14 จังหวัด

นอกจากนั้น ประเทศไทยมีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น (Tropical Climate) โดยแบ่งเป็น 3 ฤดูกาล ได้แก่ ฤดูร้อน (ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 34 องศาเซลเซียส) ฤดูฝน (ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 29 องศาเซลเซียส) และฤดูหนาว (ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 20 องศาเซลเซียส)

ระบบการปกครอง

ประเทศไทยมีระบบการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย มีกฎหมายสูงสุด คือ รัฐธรรมนูญ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุขของประเทศ พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งได้มีการฉลองทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ใน พ.ศ.2549 นับได้ว่าเป็นพระมหากษัตริย์เพียงองค์เดียวในโลกที่ครองราชย์ยาวนานที่สุด

ศาสนา

ประชากรในประเทศไทยมีสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา และประชากรส่วนใหญ่ของประเทศร้อยละ 90 นับถือศาสนาพุทธ อีกร้อยละ 10 นับถือศาสนาอื่นๆ อาทิเช่น ศาสนาคริสต์ อิสลาม พราหมณ์ และฮินดู เป็นต้น

จำนวนประชากร

ประเทศไทยมีจำนวนประชากรทั่วราชอาณาจักรทั้งหมด 63,525,062 คน แบ่งเป็นชายจำนวน 31,293,096 คน และหญิงจำนวน 32,231,966 คน (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552)

เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจของประเทศไทยมีขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศคิดเป็นมูลค่า 260,000 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองของกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สัดส่วนภาคการผลิตส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม (46%) ภาคบริการ (42%) และ ภาคการเกษตร (12%)

มูลค่าการส่งออกในปี 2009 อยู่ที่ประมาณ 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ได้แก่ อุปกรณ์และส่วนประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงแผงวงจรไฟฟ้า โดยประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทยได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป จีน และสิงคโปร์

ด้านขีดความสามารถทางการแข่งขันนั้น สถาบันนานาชาติเพื่อการจัดการ (Institute for Management Development หรือ IMD) ได้จัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันของไทยเพิ่มขึ้นจากอันดับที่ 27 ในปี 2008 ขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 26 ในปี 2009 (จากทั้งหมด 55 ประเทศ) ขณะที่ World Economic Forum (WEF) จัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันของไทยอยู่ที่อันดับ 36 ในปี 2009 (จากทั้งหมด 133 ประเทศ) ทั้งนี้ Travel & Tourism Competitiveness Index (TTCI) ของ WEF จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของไทยเพิ่มขึ้น 3 อันดับจากอันดับที่ 42 ในปี 2008 (จากทั้งหมด 130 ประเทศ) ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 39 ในปี 2009 (จากทั้งหมด 133 ประเทศ)

ข้อมูลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย

การท่องเที่ยวถือเป็นแหล่งรายได้หลักที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งรายรับจากการท่องเที่ยวของไทยจัดอยู่ในอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน ภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยร้อยละ 9 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศทั้งหมด และมีการจ้างงานกว่า 1.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 5 ของจำนวนแรงงานทั้งหมดภายในประเทศ

หากพิจารณาสถิตินักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยพบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับ 2 รองจากมาเลเซีย โดยในภาพรวม มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2010 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยทั้งหมด 15,936,400 คน สำหรับแนวโน้มการท่องเที่ยวของประเทศไทยคาดการณ์ว่า จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมายังประเทศไทยโดยรวมเพิ่มขึ้นภายในปี 2013 มากกว่า 20 ล้านคนครั้ง

ขณะที่ระยะเวลาพำนักเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวและรายได้ด้านการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2010 ระยะเวลาพำนักเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยู่ที่ 9.12 วัน และรายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็นมูลค่า 592,794 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2009 ร้อยละ 16 ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยู่ที่ 4,078.67 บาท/คน/วัน

ทั้งนี้ หากจำแนกตามสัญชาติของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในปี 2010 พบว่า นักท่องเที่ยวชาวยุโรปเดินทางเข้าประเทศไทยมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 28.6 รองลงมาได้แก่ นักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ร้อยละ 28.4 ประเทศจีน ร้อยละ 7 ทวีปอเมริกา ร้อยละ 5.3 ประเทศญี่ปุ่น ร้อยละ 6.3 ทวีปเอเชียใต้ ร้อยละ 6.2 ประเทศเกาหลี ร้อยละ 5.1 ประเทศออสเตรเลีย ร้อยละ 4.4
จากการจัดอันดับของ The Travel & Tourism Competitiveness ในปี 2009 ของ World Economic Forum (WEF) พบว่า ภาพรวมขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการเดินทางท่องเที่ยวของประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 3 ของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) รองจากสิงคโปร์และมาเลเซียเท่านั้น ดัชนีชี้วัดจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวของไทยอยู่ที่ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  1. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการท่องเที่ยว (Business Environment and Infrastructure Index) โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว (Tourism Infrastructure) โรงแรม Top 50 ในเอเชียมีโรงแรมในไทยติดอันดับถึง 8 แห่งมากที่สุดในเอเชีย นอกจากนั้น ยังมีความโดดเด่นในโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมทางอากาศ (Air Transport Infrastructure) และความสามารถในการแข่งขันด้านราคา (Price Competitiveness)
  2. ปัจจัยด้านทรัพยากรบุคคลด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ (Human, Cultural and Natural Resources Index)
  3. ปัจจัยด้านกรอบกฎระเบียบด้านการท่องเที่ยว (Travel & Tourism Regulatory Framework Index) โดยเฉพาะนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างมาก (Prioritization of Travel & Tourism)

นอกจากความได้เปรียบของประเทศไทยดังกล่าวแล้ว นโยบายการตลาดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (The Tourism Authority of Thailand หรือ TAT) ทั้งในอดีตและปัจจุบัน อาทิเช่น Amazing Thailand Amazing Value, Amazing Thailand always amazes you เป็นกลไกสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง และสามารถสร้างการรับรู้ของชาวต่างประเทศให้ทราบถึงสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวให้รับรู้กันอย่างกว้างขวาง ผ่านสำนักงาน ททท. ต่างประเทศจำนวน 23 แห่ง ซึ่งกระจายอยู่ทุกภูมิภาคทั่วโลก