Related Articles

เมื่อความรุ่งเรืองของจีน กลับเริ่มคุกคามอาเซียน

by Editor Thekob Tourismthailand.org/AEC

ระเบียบโลกใหม่อันเกิดจากความเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวันตก และความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของจีนและกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ทำให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียที่เคยผูกพันกับโลกตะวันตกมานาน เริ่มมี “ทางเลือก” ทางเศรษฐกิจมากขึ้น

ถึงแม้ว่าในทางการค้าและเศรษฐกิจ จีนจะแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าต้องการเป็นมิตรกับอาเซียน แต่ในเรื่องของความมั่นคง จีนกลับมีปัญหาเรื่องเขตแดนในน่านน้ำทะเลจีนใต้กับอาเซียน และสร้างคำถามให้อาเซียนต้องคิดหนักว่า จะวางบทบาทความสัมพันธ์กับจีนอย่างไรกันแน่

บรรยากาศชื่นมื่นในการประชุม ASEAN+3 ที่ฮานอย

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจอันสดใสระหว่างจีน-เอเชีย

จีนแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าต้องการช่วยผลักดันประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย ให้ร่วมขบวนรถไฟเศรษฐกิจขบวนใหม่ไปด้วยกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน (China-ASEAN Free Trade Agreement – CAFTA) ซึ่งมีขนาด GDP ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก เป็นรองเพียงการค้าภายในสหภาพยุโรป และเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) เท่านั้น

หลังจาก CAFTA มีผลบังคับใช้ในปี 2010 การค้าระหว่างอาเซียนกับจีนก็เติบโตขึ้นหลายเท่า ตามตัวเลขที่นาย Chen Deming รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของจีนระบุ (จีนเตือน “ASEAN+3 ต้องร่วมมือในเชิงนโยบายกันมากกว่านี้”) มูลค่าการค้าเพิ่มจาก 8 พันล้านดอลลาร์ในปี 1991 มาเป็น 293 พันล้านดอลลาร์ในปี 2010 หรือโตขึ้น 37 เท่า

และตัวเลขของกรมศุลกากรจีนระบุว่าครึ่งแรกของปี 2011 มูลค่าการค้าโตขึ้น 25% เป็น 171 พันล้านดอลลาร์

ในระยะยาว Gao Huncheng รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ของจีน คาดการณ์ว่ามูลค่าการค้ารวมจะโตถึง 500 พันล้านดอลลาร์ในปี 2015

นักวิเคราะห์บางรายประเมินว่าจีนจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของตัวเอง จากปัจจุบันที่เน้นการส่งออกเพื่อหาเงินเข้าประเทศ มาเน้นการบริโภคในประเทศ ซึ่งอาเซียนจะได้ประโยชน์จากการส่งสินค้าไปขายในจีน นอกจากนี้การที่ค่าแรงจีนสูงขึ้น จะทำให้จีนต้องกระจายฐานการผลิตมายังประเทศอื่นๆ ในอาเซียนที่ค่าแรงยังถูกกว่า ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกับญี่ปุ่นในยุค 1970s ที่ประเทศไทยได้ประโยชน์เต็มๆ

อิทธิพลของจีนไม่ใช่มีแต่ภูมิภาคเอเชียเท่านั้น ไกลลงไปทางใต้ ออสเตรเลียก็มีการค้ากับจีนอย่างมหาศาลเช่นกัน โดยจีนเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของสินค้าออสเตรเลีย ได้แก่ สินแร่ พลังงาน การเกษตร และมีบทบาทอย่างมากต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของออสเตรเลียด้วย

แต่ภัยคุกคามด้านการทหารเริ่มโผล่มาให้เห็น

แต่ความรุ่งเรืองของจีนไม่ได้มีเฉพาะด้านเศรษฐกิจเท่านั้น เพราะพลังทางการทหารของจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน และอำนาจเหล่านี้กลับส่งผลคุกคามต่ออาเซียนด้วย

พลังอำนาจทางการทหารของจีนเริ่มแสดงออกมาให้เห็นว่า กำลังไต่เต้าขึ้นมาท้าทายพลังของสหรัฐ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การทดสอบเรือบรรทุกเครื่องบินของจีน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่สร้างคำถามในโลกของความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ว่าอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์จากกองเรือแปซิฟิกของสหรัฐที่ปักหลักมั่นคงตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง จะโดนสั่นคลอนมากน้อยแค่ไหน

ในส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าต้องการเป็นมิตรกับอาเซียนในมิติทางการค้าและเศรษฐกิจ

แต่ในเรื่องของความมั่นคง จีนกลับมีปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดนของหมู่เกาะสแปรตลีย์ (Spratly) ที่มีความเกี่ยวพันกับหลายชาติในอาเซียน ทั้งที่มีพรมแดนใกล้ชิดอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ หรือประเทศในละแวกนั้นอย่างบรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมถึงประเทศนอกอาเซียนอย่างไต้หวัน (อ่านรายละเอียดของกรณีพิพาทหมู่เกาะสแปรตลีได้จากบทความ ข้อพิพาท “ทะเลจีนใต้” ปัญหามิรู้จบ)

ท่าทีที่คนของรัฐบาลจีนแสดงออกต่ออาเซียนก็คือ “อย่ามายุ่งเกี่ยวกับเขตแดนในทะเลจีนใต้ของจีน เพื่อแลกกับความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของอาเซียน”

นี่เป็นคำถามสำคัญที่อาเซียนต้องเผชิญ ว่าสุดท้ายแล้วอะไรเป็นเรื่องสำคัญกว่ากัน (dilemma) ระหว่างพลังทางเศรษฐกิจจากจีนที่ช่วยให้เศรษฐกิจอาเซียนเติบโต หรือน่านน้ำในทะเลจีนใต้ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มาก

คำตอบของคำถามนี้อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศของอาเซียน โดยประเทศที่มีพรมแดนทางบกใกล้ชิดกับจีนอย่างพม่า ลาว กัมพูชา และไทย ปัญหาเรื่องน่านน้ำในหมู่เกาะสแปรตลีย์อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก เพราะไม่เกี่ยวข้องกับประเทศเหล่านี้โดยตรง ความเติบโตทางเศรษฐกิจอาจสำคัญกว่าอย่างเห็นได้ชัด

แต่สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนที่เป็นหมู่เกาะ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ หรือมีพรมแดนทางทะเลใกล้ชิดอย่างเวียดนาม ปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะน่านน้ำสแปรตลีย์เป็นช่องทางเดินเรือสำคัญสำหรับการค้ากับโลกตะวันออก นอกจากนี้กลุ่มประเทศอื่นๆ ในเอเชียแปซิฟิกอย่างญี่ปุ่น สหรัฐ ออสเตรเลีย อินเดีย ก็กำลังจับตาดูปัญหานี้อย่างใกล้ชิด

ถึงแม้ประเทศไทยเองจะไม่มีประเด็นด้านน่านน้ำในทะเลจีนใต้ตรงๆ แต่ปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่ของอาเซียนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และประเทศไทยคงต้องจับตามองปัญหานี้ในฐานะส่วนหนึ่งของอาเซียนให้มากขึ้น

ข้อมูลบางส่วนจาก The Japan Times

Editor Thekob Tourismthailand.org/AEC

เป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยว เราจะนำเสนอแหล่งท่องเที่ยว และรวบรวมแหล่งท่องเที่ยว ไม่ว่าทุกท่านต้องการไปท่องเที่ยวที่ไหนภายในประเทศอาเซียน