Economy and Investment

แนวโน้มสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมโลกปี 2013

by Editor Thekob Tourismthailand.org/AEC

แนวโน้มสถานการณ์เศรษฐกิจ

ภาพรวม : สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้มีแนวโน้มทั้งที่เป็นบวก และแนวโน้มที่เป็นลบ โดยรวมยังไม่มีความแน่นอนว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะดีขึ้นหรือเลวลง สำหรับปัจจัยที่เป็นลบนั้น เรื่องแรกคือ สถานการณ์วิกฤติ Eurozone ซึ่งน่าจะยังคงเป็นวิกฤติอยู่ ส่วนเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง เช่นเดียวกับเศรษฐกิจญี่ปุ่น ในขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐก็กำลังจะเผชิญกับมรสุมวิกฤติหนี้ นอกจากนี้ ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ คือประเทศกลุ่ม BRIC ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน ที่ในช่วงที่ผ่านมา ถูกมองว่ากำลังผงาดขึ้นมาเป็นดาวรุ่งทางเศรษฐกิจ แต่ปีที่แล้วและปีนี้ เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้กำลังทรุดตัวลง

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกที่อาจจะทำให้เศรษฐกิจโลกในปีนี้ดีขึ้น คือ การที่วิกฤติ Eurozone มีแนวโน้มจะดีขึ้น ธนาคารกลางยุโรปออกมาส่งสัญญาณว่า จะเข้ามากอบกู้วิกฤติ Eurozone อย่างเต็มที่ ทำให้เกิดความมั่นใจในตลาดการเงินมากขึ้น ในขณะที่การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งเกิดขึ้นในปีที่แล้ว แต่ในปีนี้น่าจะฟื้นตัว รัฐบาลจีนได้ผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากหลีกเลี่ยงหน้าผาการเงิน (fiscal cliff) ไปได้อย่างหวุดหวิด ทำให้สหรัฐหลีกเลี่ยงวิกฤติการเงินและการถดถอยทางเศรษฐกิจไปได้ระยะหนึ่ง

วิกฤติ Eurozone : สำหรับเรื่องที่ต้องจับตามองมากที่สุด ยังคงเป็นเรื่องวิกฤติ Eurozone วิกฤติหนี้ยุโรปเข้าขั้นวิกฤติ โดยในตอนแรกรัฐบาลที่ประสบภาวะหนี้สิน ได้แก่ กรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส แต่ต่อมา วิกฤติได้ลุกลามเข้าสู่อิตาลี และสเปน วิกฤติ Eurozone ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก สร้างความปั่นปุวนให้กับตลาดหุ้นทั่วโลก ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่า กำลังจะเกิดวิกฤติการเงินโลกครั้งใหม่

ปีที่แล้ว สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้น ได้มีแผนปฏิรูปเศรษฐกิจเกิดขึ้นในหลายประเทศสมาชิก Eurozone อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแนวโน้มในทางบวก แต่สัญญาณในเชิงลบก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตัวเลข GDP ซึ่งกรีซติดลบถึง 7% GDP ของอิตาลี สเปน และโปรตุเกส ก็มีแนวโน้มจะลดลงมาก

ดังนั้น แม้ว่าปีที่แล้วสถานการณ์วิกฤติ Eurozone จะดูดีขึ้น แต่ก็ยังไม่พ้นวิกฤติ และยังคงน่าเป็นห่วง โดยมีหลายปัจจัยที่จะทำให้วิกฤติลุกลามบานปลาย จนอาจเกิดเป็นวิกฤติการเงินโลกครั้งใหม่ได้ในปีนี้ โดยยังมีความไม่แน่นอนว่ากรีซจะสามารถหลีกเลี่ยงภาวะล้มละลายได้หรือไม่ และหากกรีซล้มละลาย วิกฤติจะลามเข้าสู่อิตาลี และสเปนหรือไม่มีแนวโน้มว่าประเทศสมาชิก Eurozone อาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหนักขึ้น และอาจเกิดความไร้เสถียรภาพทางการเงิน และทางการเมืองด้วย หากกรีซล้มละลาย กรีซอาจถูกขับออกจาก Eurozone ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจของยุโรปและระบบเศรษฐกิจโลกโดยรวม

ประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ คือ สเปน ซึ่งสถานการณ์ไม่ค่อยดี ธนาคารหลายแห่งกำลังมีปัญหาหนี้ภาครัฐสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากสเปนเป็นอะไรไป หรือกลายเป็นมีสภาพเหมือนกรีซ ก็อาจจะเป็นงานหนักมากที่จะกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจของสเปน เพราะสเปนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ไม่เหมือนกรีซ ที่มีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่ามาก

สหรัฐ : สำหรับเศรษฐกิจของสหรัฐในปีนี้ก็น่าห่วง โดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีปัญหาทั้งจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก สำหรับปัจจัยภายในคือ ปัญหาภาวะหนี้สินของภาครัฐ ซึ่งมีสูงถึง 16 ล้านล้านเหรียญฯ แม้ว่ารัฐบาลจะสามารถหลีกเลี่ยงภาวะหน้าผาการเงิน หรือ fiscal cliff ไปได้อย่างหวุดหวิด แต่ก็น่าจะเป็นเพียงการหยุดยั้งปัญหาไว้เพียงชั่วคราว เศรษฐกิจสหรัฐยังคงอยู่ในภาวะอันตราย และหากเศรษฐกิจสหรัฐถดถอย จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม

เอเชีย : ตัวแปรสำคัญในเอเชียที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจโลก คือ เศรษฐกิจจีนและญี่ปุ่น โดยเศรษฐกิจจีนซึ่งในอดีตเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก แต่ปีที่แล้ว เศรษฐกิจจีนประสบกับภาวะถดถอยชะลอตัว ทั้งในแง่ผลผลิตทางอุตสาหกรรม การลงทุน การค้าปลีก และการส่งออก อุปสงค์ทั้งภายในและภายนอกก็อ่อนตัวลงมาก

ตัวแปรสำคัญอีกประเทศคือ เศรษฐกิจของญี่ปุ่น แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นก็มีความเสี่ยงอยู่มาก ปีที่แล้วญี่ปุ่นประสบปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า อันเนื่องมาจากการปิดโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ ที่เป็นผลมาจากภัยพิบัติ Tsunami ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น

ดังนั้น ในภาพรวมแล้ว เศรษฐกิจโลกในปีนี้ยังคงมีความเสี่ยง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเอเชียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวในปีที่แล้ว ยังคงจะเป็นปัจจัยทำให้เศรษฐกิจเอเชียประสบปัญหาความไม่แน่นอน คือ keyword ของเศรษฐกิจโลกในปีนี้

ตามที่ได้วิเคราะห์ข้างต้น เศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีปัญหามาจากวิกฤติหนี้ 16 ล้านล้านเหรียญฯ ดังนั้น วิกฤติหนี้ทั้งในสหรัฐและยุโรป จะทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอยในปี 2013 แม้ว่าเศรษฐกิจของเอเชียจะอยู่ในสถานะที่ดีกว่า และคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตในปีนี้ก็ตาม แต่เศรษฐกิจของเอเชียก็ผูกพันอยู่กับเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปในยุคโลกาภิวัตน์

TPP และ RCEP: อีกเรื่องที่จะต้องจับตามองสำหรับเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียในปีนี้ คือ ความเคลื่อนไหวในการจัดทำ FTA ในภูมิภาค โดยเฉพาะการผลักดัน TPP หรือ Trans- Pacific Partnership โดยสหรัฐ ในขณะที่อาเซียนก็พยายามผลักดัน FTA ตัวใหม่ของอาเซียนที่มีชื่อว่า Regional Comprehensive Economic Partnership หรือ RCEP

สำหรับ TPP รัฐบาล Obama กำลังมีนโยบายผลักดัน TPP อย่างเต็มที่ โดยจะให้เป็น FTA ที่มีมาตรฐานสูงและมีความก้าวหน้ามากที่สุด และมีแผนที่จะขยายจำนวนสมาชิกให้ครอบคลุมประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งในที่สุด TPP จะกลายเป็น FTA ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยสหรัฐมีวาระซ่อนเร้นที่จะผลักดัน TPP เพื่อเป็นตัวกันการจัดตั้งประชาคมเอเชียตะวันออกโดยไม่มีสหรัฐ และ TPP จะเป็นตัวกันการจัดตั้ง FTA ในกรอบ ASEAN +3 โดยการรวมกลุ่มของประเทศในเอเชียตะวันออกโดยไม่มีสหรัฐ จะท้าทายอำนาจและการครองความเป็นเจ้าของสหรัฐเป็นอย่างมาก สหรัฐจึงต้องป้องกันไม่ให้มีการรวมกลุ่มของประเทศในภูมิภาคโดยไม่มีสหรัฐ ด้วยการเสนอ TPP ขึ้นมา นอกจากนี้ TPP ยังเป็นยุทธศาสตร์การปิดล้อมจีนอีกด้วย

รัฐบาล Obama ตั้งเป้าว่า จะต้องเจรจา TPP ให้เสร็จภายในปีนี้ โดยในปีนี้จะมีการเจรจากันอย่างเข้มข้น ระหว่างสหรัฐกับอีก 10 ประเทศสมาชิก ในระหว่างการเยือนเอเชียของ Obama ในช่วงปลายปีที่แล้ว ก็ได้ประกาศ deadline คือเดือนตุลาคมปีนี้ ที่จะต้องเจรจาให้เสร็จ อย่างไรก็ตาม การเจรจา TPP คงจะมีความยุ่งยากสลับซับซ้อน เพราะมีหลายเรื่องหลายประเด็น ที่ผ่านมา สหรัฐก็เคยตั้ง deadline ให้เจรจาเสร็จในปี 2011 แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงมีความเป็นไปได้ว่า การเจรจา TPP อาจจะไม่ยุติภายในปีนี้ ซึ่งก็ทำให้สหรัฐวิตกกังวลมากว่า หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลง TPP ได้ ประเทศสมาชิกโดยเฉพาะในเอเชียจะเสื่อมศรัทธา เหมือนกับการเจรจา WTO รอบโดฮา แล้วก็อาจจะหันไปให้ความสำคัญกับ FTA ของอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะ RCEP ดังนั้น รัฐบาล Obama จึงมีเดิมพันสูง ที่จะต้องผลักดัน TPP ให้สำเร็จ เพราะยุทธศาสตร์ใหญ่ของรัฐบาล Obama คือการกลับมาผงาดในเอเชีย และ TPP ก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ใหญ่ ดังนั้น หากการเจรจา TPP ล้มเหลว ก็อาจถือเป็นการพ่ายแพ้ของสหรัฐ และเป็นความล้มเหลวของรัฐบาล Obama ที่จะทำให้สหรัฐกลับมาเป็นผู้นำในภูมิภาค

ตามที่ได้กล่าวข้างต้น เดิมพันสำคัญของสหรัฐที่จะต้องเจรจา TPP ให้สำเร็จ ก็คือ TPP มีคู่แข่งคือ RCEP เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ผู้นำอาเซียนได้ร่วมประชุมกับผู้นำของอีก 6 ประเทศที่มี FTA กับอาเซียน ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้ ทั้ง 16 ประเทศได้ประกาศเริ่มเจรจา RCEP โดยมีเป้าหมายที่จะให้การเจรจาบรรลุข้อตกลงภายในปี 2015 เป็นที่รู้กันดีว่า ประเทศที่ผลักดัน RCEP คือ จีน ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็ผลักดัน FTA ในกรอบ +3 มาโดยตลอด แต่ถูกญี่ปุ่นต่อต้าน จีนจึงหันมาสนับสนุน FTA ในกรอบ ASEAN +6 แทน ซึ่งก็มีชื่อใหม่ในปัจจุบันคือ RCEP นั่นเอง ดังนั้น หาก TPP ประสบความล้มเหลว ประเทศในภูมิภาคก็จะหันไปให้ความสำคัญกับ RCEP การแข่งขันกันระหว่าง TPP กับ RCEP ก็คือ การแข่งขันกันระหว่างสหรัฐกับจีนนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันกันระหว่างสหรัฐกับจีน รวมทั้งการแข่งขันระหว่าง TPP กับ RCEP จะส่งผลกระทบต่ออาเซียนด้วย เพราะมีแนวโน้มว่า สหรัฐและจีนจะทำให้อาเซียนแตกแยก และ RCEP และ TPP ก็จะทำให้อาเซียนแตกแยกเช่นเดียวกัน โดยขณะนี้ เห็นชัดเจนแล้วว่า อาเซียนแตกออกเป็นสองฝ่าย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และบรูไน เข้าร่วม TPP ไปแล้ว ในขณะที่ไทยก็ยังกลัวๆ กล้าๆ อยู่ และอีก 4 ประเทศก็ยังไม่เข้าร่วม ซึ่งได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา และอินโดนีเซีย ซึ่งให้ความสำคัญกับ RCEP มากกว่า ความแตกแยกเช่นนี้ จะส่งผลกระทบต่อการที่อาเซียนจะเป็นแกนกลางของสถาปัตยกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ดังนั้น หากอาเซียนไม่กำหนดยุทธศาสตร์ให้ดี ในความสัมพันธ์กับสหรัฐและจีน และหากอาเซียนไม่มียุทธศาสตร์ที่ดีต่อ TPP และ RCEP บทบาทของอาเซียนก็จะลดลง ซึ่งจะกระทบต่อการก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วย

ที่มา : ไทยโพสต์

Editor Thekob Tourismthailand.org/AEC

เป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยว เราจะนำเสนอแหล่งท่องเที่ยว และรวบรวมแหล่งท่องเที่ยว ไม่ว่าทุกท่านต้องการไปท่องเที่ยวที่ไหนภายในประเทศอาเซียน