Economy and Investment

เอกชน โยกฐานผลิตไป มะริด-ทวาย หนีค่าจ้าง 300 บาท

by Editor Thekob Tourismthailand.org/AEC

เอกชน โยกฐานผลิตไป มะริด     เอกชน โยกฐานผลิตไป มะริด



ผลพวงจากการปรับค่าจ้าง 300 บาท ที่เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา เริ่มเห็นเค้าลางวิกฤติแรงงานอีกระลอก เมื่อแรงงานไทยถูกนายจ้างลอยแพ กลายเป็นคนตกงานอย่างกะทันหัน ขณะที่ชายแดนประเทศไทย โดยเฉพาะฝั่งสหภาพเมียนมาร์หรือพม่า เริ่มมีแรงงานชาวพม่าและกะเหรี่ยง ลักลอบเข้าประเทศรับค่าจ้างที่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำ

กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท อย่างรุนแรงไม่พ้นผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น อาทิ กรณีปัญหาการประท้วงของพนักงานบริษัท วีณาการ์เมนต์ จำกัด ซึ่งผลิตชุดชั้นในตั้งอยู่ในอ.วิหารแดง จ.สระบุรี จำนวน 285 คน เมื่อวันที่ 2 มกราคม ที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทปิดกิจการโดยไม่แจ้งล่วงหน้า นอกจากนั้นมีอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงคล้ายคลึงกัน

นายกฤษณะ เอี่ยมวงศ์นที ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระนอง ยอมรับว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการแปรรูปอาหารทะเลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องประมงขนาดใหญ่จำนวน 32 โรงงานในจังหวัดระนอง เตรียมที่จะนาเครื่องจักรเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อทดแทนการใช้แรงงานคน แม้ว่าการนำเครื่องจักรเข้ามาใช้เป็นการลงทุนที่สูง แต่ในระยะยาวจะมีความคุ้มทุนมากกว่า

นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ประกอบการหลายรายกำลังหาทางที่จะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะหลังปี 2558 ที่จะก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือAEC เงื่อนไขทางการค้าระหว่างประเทศที่ยุ่งยากจะน้อยลง ทั้งยังพบว่าอัตราค่าจ้างแรงงานในประเทศเพื่อนบ้านยังต่ำกว่าไทยมาก จังหวัดระนองถือเป็นฐานผลิตใหญ่ด้านแปรรูปอาหารทะเลมีโรงงานรวมกว่า 300 โรงงาน มีโรงงานขนาดใหญ่กว่า 80 โรงงาน มีการจ้างแรงงานคนไทยและต่างด้าวรวมกว่า 8 หมื่นคน

ที่ผ่านมา ปัญหาเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำทางสภาอุตสาหกรรม 14 จังหวัดภาคใต้ และผู้แทนสภาอุตสาหกรรมสายต่างจังหวัดรวม 74 จังหวัดได้พยายามเรียกร้องมาอย่างต่อเนื่องต่อกรณีที่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือส่วนต่างที่ปรับเพิ่มของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท โดยให้ใช้รูปแบบขั้นบันได โดยในปี 2556 นี้ ส่วนต่างที่ปรับเพิ่มจากอัตราเดิมเพิ่มเป็น 300 บาทนั้นให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือในอัตรา 75:25

ส่วนในปี 2557 สัดส่วนการช่วยเหลือจากภาครัฐลดลงเหลือสัดส่วน 50 : 50 ในปี 2558 สัดส่วนการช่วยเหลือจากภาครัฐลดเหลือสัดส่วน 25:75 ส่วนในปี 2559 ทางผู้ประกอบการพร้อมที่จ่ายส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นเองทั้งหมด ซึ่งข้อเรียกร้องดังกล่าวทางตัวแทนสภาอุตสาหกรรมทั่วประเทศได้เรียกร้องมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา แต่พบว่าไม่มีความเคลื่อนไหว หรือตอบสนองจากภาครัฐแต่ประการใด ทั้งยังมีการพยายามออกมาตรการต่างๆออกมาอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นมาตรการที่ไม่ตรงกับความต้องการ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดอยู่ในขณะนี้ได้เลย

นอกจากนี้ภาคเอกชนจังหวัดระนอง โดยเฉพาะผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมเตรียมหาช่องทางในการย้ายฐานการผลิตเข้าไปยังสหภาพเมียนมาร์เพิ่มมากขึ้นทั้งที่ จังหวัดเกาะสอง และใกล้เคียงรวมถึงในเขตนิคมอุตสาหกรรมทวายเขตส่งเสริมการลงทุนใหม่ของพม่า เพื่อแก้ไขวิกฤติปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และปัญหาค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น

นางนฤมล ขรภูมิ ประธานหอการค้าจังหวัดระนอง กล่าวว่า โดยจากการที่นาธุรกิจจาก จ.ระนอง เข้าไปพบนักธุรกิจ นักลงทุนของพม่ารวมถึงภาครัฐที่เกี่ยวข้องพบว่ายังมีปัญหาเรื่องระบบสาธารณูปโภค และเงื่อนไขในการส่งเสริมการลงทุนของสหภาพเมียนมาร์ ซึ่งหากทางการเมียนมาร์มีการแก้ไขปัญหาทั้ง 2 เรื่องแล้วเสร็จ คาดว่าจะมีผู้ประกอบการจากไทยสนใจที่จะย้ายฐานการผลิตเข้าไปยังพม่าเป็นจำนวนมาก เพราะการย้ายฐานผลิตเข้าไปยังพม่าที่มีความพร้อมเรื่องแรงงาน ยังสามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุนกับนิคมอุตสาหกรรมทวายเขตเศรษฐกิจใหญ่ของเมียนมาร์ได้ง่ายขึ้น โดยขณะนี้พบว่ามีนักลงทุนจากหลายชาติได้ย้ายฐานการผลิตเข้าไปในเมียนมาร์เป็นจำนวนมากแล้ว ในขณะที่นักธุรกิจจากไทยยังมีน้อย

นายนิตย์ อุยเต็กเคง ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จังหวัดระนอง และอดีตประธานหอการค้า จังหวัด ระนอง กล่าวว่า จากแผนการเปิดนิคมอุตสาหกรรมทวาย ของสหภาพเมียนมาร์ บนพื้นที่กว่า 2 แสนไร่ ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะเป็นย่านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของพม่าทางตอนใต้ ทำให้ขณะนี้นักธุรกิจในจังหวัดระนองที่มีการค้าการลงทุนกับพม่ามายาวนาน เตรียมที่จะหาช่องทางที่จะเข้าไปลงทุนในเขตนิคมอุตสาหกรรมทวาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการแปรรูปสัตว์น้ำ ซึ่งพบว่านักธุรกิจในจังหวัดระนองที่ปัจจุบันมีโรงงานกว่า 300 โรงงานกำลังให้ความสนใจและหาช่องทางที่จะเข้าไปลงทุน

ก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์ได้จัดงานมหกรรมการค้าชายแดนไทย-พม่า มาแล้วหลายครั้งส่งผลให้นักธุรกิจไทยและพม่าได้มีโอกาสพบปะพูดคุยและจับคู่ทางธุรกิจขึ้น (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยและพม่า ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นต่อความร่วมมือที่จะตามมาในอนาคตโดยเฉพาะการร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการพม่า เนื่องจากพบว่าขณะนี้ประเทศพม่ากำลังขยายการค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้ทางผู้ประกอบการ นักธุรกิจใน จ.ระนอง กำลังประสานไปยังภาคเอกชนของพม่าเพื่อที่จะเดินทางไปยัง จ.เกาะสอง ทวาย และมะริด เพื่อหาลู่ทางการค้าการลงทุนร่วมกันอีกครั้ง

พื้นที่ตอนใต้ของประเทศในย่านมะริดและทวาย กำลังจะกลายเป็นเขตพื้นที่เศรษฐกิจ, อุตสาหกรรมที่สำคัญของพม่าในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งพบว่านักธุรกิจพม่ายังคงมีความต้องการค้าขาย หรือ ร่วมทำธุรกิจกับนักธุรกิจไทยมากกว่านักธุรกิจในประเทศอื่น แต่การค้าขาย หรือทำธุรกิจร่วมกับนักธุรกิจไทยยังติดปัญหาหรือความหวาดระแวงต่อกัน ซึ่งสามารถขจัดได้ด้วยการพบปะพูดคุยกันบํอยๆ หากทาได้ตนเชื่อว่าการค้าขายการลงทุนในย่านทางตอนใต้ของประเทศจะสามารถ ขยายตัวได้อีกมาก ทั้งยังเป็นช่องทางที่สำคัญที่นักธุรกิจไทยจะขยายการค้าการลงทุนเข้าไปยังประเทศพม่า

ผลจากการที่พม่ากำลังผลักดันนิคมอุตสาหกรรมทวาย ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ จ.ระนอง จะผลักดันท่าเรือระนองเชื่อม โยงเส้นทางการขนส่งสินค้าไปยังเส้นทางดังกล่าวเนื่องจากจุดได้เปรียบที่อยู่ใกล้ที่สุด ซึ่งหากสามารถเชื่อมโยงกับท่าเรือทวายได้ก็จะเชื่อมโยงเข้าสู่เส้นทางการค้า การขนส่งทางทะเลฝั่งอันดามันได้

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

Editor Thekob Tourismthailand.org/AEC

เป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยว เราจะนำเสนอแหล่งท่องเที่ยว และรวบรวมแหล่งท่องเที่ยว ไม่ว่าทุกท่านต้องการไปท่องเที่ยวที่ไหนภายในประเทศอาเซียน