Economy and Investment

โอกาสของนักลงทุนไทยเมื่อพม่าเนื้อหอม

by AEC TOURISMTHAI

 
 

     การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่มีกําหนดในปลายปีนี้สร้างความกังวลให้หลาย
ภาคส่วนโดยเฉพาะภาคธุรกิจ ที่บางรายยังคิดไม่ตกว่าจะหาลู่ทาง/โอกาสในตลาดที่ไม่คุ้นเคยได้อย่างไร
 
    ในงานเสวนา "เจาะลึกเมียนมาร์ผ่านสายตาทูตไทย" ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือนิด้า ได้รับเกียรติจาก พิษณุสุวรรณะชฎ เอกอัครราชทูตไทยประจํานครย่างกุ้ง ประเทศพม่า ซึ่งบินตรงมาให้ข้อมูลโดยเฉพาะ งานนี้ได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วนอย่างล้นหลาม
 
  
 
ก้าวแรกของทูตเอก ณ ย่างกุ้ง
 
    ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ประจําอยู่แถบประเทศเพื่อนบ้าน บางครั้งก็ไปจีน บ้างก็ออสเตรเลีย เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเอกอัครราชทูต ณ เมืองย่างกุ้ง ก็เกิดความภาคภูมิใจและปฏิบัติ
หน้าที่ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมเพราะเชื่อมั่นว่าเป็นคนหนึ่งที่รู้เรื่องราวของประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าคนอื่น
 
    "ทํางานได้ 4 เดือน เริ่มรู้สึกว่าที่เรารู้มานั้นไม่ค่อยถูกต้อง อาจกล่าวได้ว่าการรับรู้ของสังคมไทย
ในเรื่องที่เกี่ยวกับพม่า ถ้าไม่ผิดมากก็ผิดทั้งหมด และนั่นไม่ใช่เรื่องประหลาด เพราะสําหรับคนที่ทํางาน
กับประเทศเพื่อนบ้านในกระทรวงการต่างประเทศอย่างผมเอง ยังตระหนักว่าสิ่งที่เคยรับรู้และเข้าใจนั้น
ไม่ใช่เลย" ท่านทูตพิษณุกล่าวและว่า ถ้าเพียงการรับรู้เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านยังไม่ถูกต้อง ต่อไปเรา
จะทําอะไรถูก เหมือนกลัดกระดุมเม็ดแรกผิด มันก็ทําให้ผิดไปหมด

 
 เอกอัครราชทูตไทยประจํานครย่างกุ้งจึงกลับมาทบทวนใหม่

 
 "หากถามคนในสังคมไทยว่าประเทศพม่าปกครองด้วยระบบใดคนจํานวนไม่น้อยตอบว่ารัฐบาลทหาร"
 "แต่เอาเข้าจริงๆ ทุกวันนี้รัฐบาลของพม่าเป็นรัฐบาลพลเรือน หากใครเรียกว่ารัฐบาล พล.อ.เต็ง
เส่ง ต้องบอกว่าผิดตั้งแต่นับหนึ่ง เพราะเขามีระบบพรรคการเมือง ทหารที่จะเข้าระบบการเมืองต้องสละ
ตําแหน่งทางกองทัพ ฉะนั้นรัฐบาลที่ปกครองพม่าคือรัฐบาล 'อูเต็งเส่ง' อย่างที่คนพม่าใช้คํานําหน้าของ
ผู้ชายทั่วไปว่า 'อู' ทหารที่เกษียณแล้วจะไม่ติดยศ เป็นเพียงแค่ 'อู' ธรรมดา แล้ววงเล็บใต้ชื่อในนามบัตร
ว่า 'รีไทร์เจเนอรัล หรือรีไทร์ออฟฟิศเซอร์' พม่าจะไม่มีนายพลเป็นหมื่นเป็นแสนเหมือนบางประเทศ" 

 

 
พม่ากับประวัติศาสตร์ 'ไทยรบพม่า'
 
     ท่านทูตพิษณุยืนยันว่า ในบรรดาประเทศที่มีพรมแดนติดกับไทย ประเทศพม่ารักประเทศไทยมากที่สุด รักด้วยใจจริง จนอดกังวลไม่ได้ "ครั้งหนึ่งได้พูดคุยกับรัฐมนตรีของพม่า ท่านบอกว่าจะให้ไทยเป็นแม่แบบของการพัฒนา ผมบอกว่า 'No!' แล้วอธิบายว่าให้เรียนรู้จากไทยแต่อย่านําไปเป็นแม่แบบ เพราะเงื่อนไขทางสังคมของทั้งสองประเทศไม่เหมือนกัน เส้นทางที่พม่าเคยเดินนั้นเราผ่านมาแล้ว แต่ของเราเป็นการลองผิดลองถูกกระทั่งมาถึงวันนี้สิ่งที่พม่าควรได้ไปคือสิ่งที่ถูกต้อง เราจะแบ่งปันสิ่งที่ทําแล้วถูกต้องให้กับเขา"ของเราเป็นการลองผิดลองถูกกระทั่งมาถึงวันนี้สิ่งที่พม่าควรได้ไปคือสิ่งที่ถูกต้อง เราจะแบ่งปันสิ่งที่ทําแล้วถูกต้องให้กับเขา" 
 
 
ทําไมประชาชนชาวพม่าจึง 'รัก' ประเทศไทย?
 
     ท่านทูตพิษณุตอบอย่างไม่ลังเลว่า เพราะคนไทยอยู่กับเขาทุกภาวะ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์หลังพม่า
ได้รับเอกราชเมื่อปีที่แล้ว ไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศแรกที่เปิดความสัมพันธ์กับพม่า ในยามที่เขาขัดสน
ยากแค้นระหว่างถูกชาติตะวันตกคว่ําบาตร ไทยได้ยื่นมือเขาไปช ้ ่วยเหลือ และอนุญาตให้คนพม่ามีโอกาสเข้ามาทํามาหากิน รัฐบาลพม่าให้เกียรติรัฐบาลไทยมาก ที่ให้สิทธิประโยชน์พื้นฐานด้านมนุษยชน ของเหล่านี้มันก่อตัวและมีผลต่อทัศนคติ
 
  "เวลาพูดถึงประวัติศาสตร์อยุธยา คนพม่าจะพยายามหลีกประเด็นออก จึงบอกเขาไปว่า 'ขอให้
สบายใจ สังคมไทยวันนี้ก้าวมาไกลเกินกว่าที่ประวัติศาสตร์จะบังคับให้เชื่อในสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการ
พัฒนาความสัมพันธ์และการเสริมสร้างผลประโยชน์' เพราะเรามีปัญญามากพอ" 
 
  
 
'เศรษฐกิจ' โจทย์สําคัญของพม่า
 
      ก่อนจะมีการเปิดประเทศและปฏิรูปประชาธิปไตยในพม่า สิ่งที่คนไทยนึกถึงเมื่อได้ยินชื่อของประเทศนี้คือยาเสพติด การค้าแรงงานเด็ก สิทธิมนุษยชน อํานาจเผด็จการ ความไม่เป็นประชาธิปไตยซึ่งเป็นเรื่องร้ายๆ ทั้งนั้น เมื่อถูกคว่ําบาตร คนไทยจํานวนไม่น้อยคิดว่าหากเปิดประเทศแล้ว พม่าคงมีสภาพไม่ต่างจากเวียดนามหรือกัมพูชา
 
    "แต่ในย่างกุ้งหรือเมืองต่างๆ ของพม่าไม่เคยเกิดสงครามในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนถูกแช่แข็ง สิ่งที่ถูกวางรากฐานอย่างเข้มแข็งตั้งแต่การปกครองโดยอังกฤษ การพัฒนาคนการศึกษา จึงไม่ถูกทําลายลงไป" 
 
    "อยากให้ลองนึกภาพตาม ในวันที่เรายังไม่รู้ว่าประเทศเราอยู่ตรงไหน สิงคโปร์เป็นเมืองที่ยังสกปรก มาเลเซียไม่สามารถผลิตอะไรได้แต่พม่ามีเลขาธิการสหประชาชาติคือนายอูถั่น มีนักเศรษฐศาสตร์ที่ถูกเสนอชื่อชิงรางวัลโนเบล" ท่านทูตพิษณุกล่าวอย่างจริงจัง
 
   และว่า คนไทยจํานวนไม่น้อยคิดว่าเมื่อพม่าถูกคว่ําบาตร ระบบเศรษฐกิจจะเป็นศูนย์แต่ความจริงคือระบบเศรษฐกิจของพม่ายังคงหมุนไปในขอบเขตจํากัด เป็นเศรษฐกิจเงินสด ใครจะทําธุรกิจต้องถือเงินสดไปลงทุน
 
   "หลังเปิดประเทศ ปัญหาเงินเฟ้อของพม่าวันนี้ยังอยู่ในขอบเขตที่สามารถควบคุมได้เพราะเป็น
การปรับตัวเข้าสู่ข้อเท็จจริง ในช่วงปิดประเทศหรือถูกคว่ําบาตร ต้องเข้าใจว่าเศรษฐกิจของพม่าไม่ได้ติด
ลบ หยุดนิ่ง หรือเป็นศูนย์ทุกอย่างยังคงหมุนในตัวเอง มีการเจริญเติบโตอย่างน่าสนใจ"
 
   ทุกสังคมล้วนมีระเบิดเวลา ในพม่าเป็นปัญหาเรื้อรังซึ่งมีที่มาที่ไป สิ่งสําคัญที่เราต้องมอง คือมีความตั้งใจจะแก้ปัญหาเหล่านั้นหรือเปล่า
 
    เอกอัครราชทูตไทยประจําพม่าบอกว่า พม่ามีความตั้งใจ เมื่อเทียบกับ 3 ปีที่ผ่านมา สิ่งสําคัญที่สุดคือเจตนาของผู้กุมอํานาจ ผู้บริหารประเทศและสังคมพม่า ว่าต้องการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นหรือไม่เพราะการเมืองของพม่าในวันนี้เป็นการเมืองของคนที่ต้องการพัฒนา
 
   อูเต็งเส่ง ตัวแทนรัฐบาล และ ออง ซาน ซูจีผู้นําฝ่ายค้าน ทั้งสองคนกําลังทํางานร่วมกัน และต่างคนต่างต้องการปฏิรูปประเทศ
 
   "ไม่ใช่เพียงประธานาธิบดีเต็งเส่งและ นางออง ซาน ซูจีแต่ยังรวมถึงผู้นํากองทัพ แม้กระทั่ง ฉ่วยมาน คู่แข่งทางการเมืองของอูเต็งเส่งก็ต้องการปฏิรูปประเทศเช่นกัน นี่จึงอธิบายว่าทําไมการขับเคลื่อนพม่าถึงรุดหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว นั่นเพราะคนส่วนใหญ่อยู่ในสายปฏิรูป" 
 
   "หากลองสังเกตในข่าวสาร จะเห็นว่าทั้งประธานาธิบดีเต็งเส่งและนางออง ซาน ซูจีไม่เคยด่ากันออกสื่อให้เห็น" 
 
 
โอกาสทองของนักลงทุนไทยใน วันที่ 'พม่าเนื้อหอม'
 
     "สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามพูดตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ในแง่เศรษฐกิจและผลประโยชน์ของไทยและความคิดของนักธุรกิจไทยสิ่งสําคัญเป็นเรื่องที่ยืนทางธุรกิจ ที่ยืนทางเศรษฐกิจในพม่า เพราะวันนี้สถานภาพ
ของพม่าเปลี่ยนไปอย่างยิ่ง พม่าไม่ใช่ตัวเลือกของไทยแต่พม่าคือคนเลือกว่าจะคบค้าสมาคมกับไทย"
 
     "การเปลี่ยนแปลงสถานะของพม่าเป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องตระหนัก เขาไม่ใช่ตัวเลือกของเราอีก
ต่อไป" เอกอัครราชทูตไทยประจํานครย่างกุ้งย้ํา และว่า จําเป็นอย่างยิ่งที่ไทยต้องหาที่ยืนในพม่าให้ได้
เพราะวันนี้คนอื่นเข้ายึดที่ยืนกันหมดแล้ว
 
    "โอกาสของการทําธุรกิจและเศรษฐกิจของไทยในพม่ามีอยู่ 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือสิ่งที่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ นโยบายเพื่อการพัฒนาประเทศ เช่น วันนี้รัฐบาลพม่ากําหนดเป้าว่าต้องเป็นประเทศอุตสาหกรรมเกษตรก้าวหน้า นี่เป็นโอกาสของเราเพราะมีความชํานาญมาก หรือความต้องการยกฐานะความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้น ประกอบด้วยถนนดีไฟฟ้า น้ําประปา ระบบชลประทาน ระบบโทรคมนาคม หากเราสนใจกรอบเหล่านี้โอกาสท่จะได ี ้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลนั้นเป็นสิ่งสําคัญมาก" 
 
    "กลุ่มที่สองคือโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น โครงการตินละวา เจ๊าะ
กิ๋ว ทวาย เป็นโครงการที่มีอนาคต เกิดจากการวางแผนและกระบวนการคิดที่รอบคอบ ทั้ง 3 โครงการอยู่
ชายฝั่งอันดามัน ฉะนั้น ธุรกิจสีเขียว, ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์, เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นโอกาสของเรา" 
 
    "กลุ่มที่สามเป็นโอกาสทางธุรกิจที่เป็นผลพวงจากการปฏิรูป สิ่งที่เห็นได้ชัดคือคนพม่ามีรอยยิ้มมากขึ้น มีสตางค์ในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเริ่มเปลี่ยน แต่ก่อนคนพม่าไม่มีโอกาสใช้โทรศัพท์มือถือ แต่ตอนนี้เกือบทุกคนมีอยู่ในมือ ทําไมคนที่ทําแอพพลิเคชั่นของไทยที่เก่งกาจ ไม่นําสิ่ง
ที่มีอยู่แล้วเปลี่ยนเป็นภาษาพม่าและนําไปขาย" 
 
     เหล่านี้เป็นโอกาสทางธุรกิจที่ "พิษณุสุวรรณะชฎ" แนะนํา เพราะนอกจากสร้างโอกาสใหม่ให้กับ
นักธุรกิจไทยแล้ว ยังทําให้คุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวพม่าดีขึ้นอีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : (กฤตยา เชื่อมวราศาสตร์) (มติชน) และ http://www.dtn.go.th/