Economy and Investment

ไทยเร่งต่อยอดสมุนไพร เข้าสู่การแข่งขันประชาคมอาเซียน

by S. Weerakorn

ไทยเร่งต่อยอดสมุนไพร เข้
 

ศูนย์วิจัยสมุนไพรภาคเหนือ เร่งส่งเสริม ยกระดับสมุนไพรและภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน รองรับการแข่งขันเออีซี

     ภาคเหนือถือเป็นแหล่งภูมิปัญญาหมอพื้นบ้าน และผลิตสมุนไพรที่มีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ศูนย์วิจัยสมุนไพรภาคเหนือ ภายใต้การดูแลของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล็งเห็นความสำคัญจึงพร้อมทำหน้าที่ส่งเสริม และสนับสนุนองค์ความรู้ด้านสมุนไพร หวังยกระดับข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านให้กับประชาชน ผู้ประกอบการด้านการผลิตสินค้าสมุนไพร รวมถึงหมอพื้นบ้าน เพื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างมีคุณภาพ

     ผศ.ดร.ภญ.สุนีย์ จันทร์สกาว หัวหน้าศูนย์วิจัยสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาทางศูนย์วิจัยสมุนไพรไทยภาคเหนือ ได้มีการจัดการอบรมส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับผู้ประกอบการ หมอพื้นบ้านในภูมิภาค ให้มีการพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน ในการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร เนื่องจากที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประกอบการยังขาดความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องของบทบาทของตนเองมากขึ้น

     ขณะที่อีกทั้งในปี 2558 จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการจะต้องมีการพัฒนาคุณภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ของตนเองให้สามารถเป็นที่ยอมรับได้ ด้วยการมุ่งเน้นการเสริมองค์ความรู้ผู้ประกอบการ ให้ตระหนักในเรื่องของคุณภาพประสิทธิภาพของสมุนไพร และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ อีกทั้งควรจะต้องมีการปรับปรุงคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์อย่างไรบ้าง เพื่อสร้างการยอมรับให้มากขึ้น

     ในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการทำความเข้าใจด้วยการเพิ่มองค์ความรู้ตั้งแต่ขั้นตอน การคัดเลือกวัตถุดิบ ที่จะต้องมีคุณภาพ และมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับตามเกณฑ์สากล รวมถึงกระบวนการผลิตที่จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต (GMP) กระบวนการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ ว่าผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท มีความเหมาะสมกับการใช้อย่างไรบ้าง โดยคำนึงถึงเรื่องของสรรพคุณเป็นหลัก ซึ่งก็ถือว่าเป็นแนวทางสำคัญในการจะรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นให้รับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้

     "ตอนนี้คู่แข่งทางการค้าสมุนไพร คือ ประเทศอินโดนีเซีย และพม่า ที่มีการใช้สมุนไพรมาอย่างยาวนาน และมีประเภทของสมุนไพร ก็มีลักษณะคล้ายกับของไทย แตกต่างกันในเรื่องของการ นำมาใช้ประโยชน์ ขณะที่ประเทศไทย นับว่ามีองค์ความรู้ในการนำสมุนไพรมาใช้ในการรักษาโรคต่างๆ รวมถึงมีวัตถุดิบที่หลากหลาย แต่ทั้งนี้สิ่งที่เป็นปัญหา คือเรื่องของการใช้สมุนไพรขาดความต่อเนื่อง และคนรุ่นใหม่ยังไม่ค่อยให้การยอมรับมากนัก จึงจำเป็นที่จะต้องมีการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจให้กับคนในประเทศให้มากขึ้น" ผศ.ดร.ภญ.สุนีย์ กล่าว

     นอกจากนั้น สิ่งจำเป็นคือ จะต้องส่งเสริมการศึกษาวิจัย เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในการใช้สมุนไพร ในการบรรเทาอาการป่วย และสร้างความมั่นใจให้กับต่างประเทศ ว่าสมุนไพรไทย ก็มีสรรพคุณ และมีคุณภาพมาตรฐานเช่นกัน เพราะปัจจุบันนี้ สมุนไพรไทยได้มีบทบาทต่อการใช้ในชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างรอบด้าน ดังนั้น หากว่างานวิจัยต่างๆ เข้ามาสนับสนุนภูมิปัญญาดั้งเดิม เชื่อว่าเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนยิ่งจะเป็นการเพิ่มความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการได้มากขึ้น

     หากผู้ประกอบการสามารถพัฒนาศักยภาพของผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ โอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นผู้นำด้านสมุนไพรก็มีความเป็นไปได้ ซึ่งทางรัฐบาลเองก็มีการส่งเสริมและสนับสนุนในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน โดยอาศัยองค์ประกอบในหลายด้านช่วยกันผลักดันให้สมุนไพรไทยสามารถบุกตลาอาเซียนได้ ทั้งเรื่องของศึกษาวิจัย ของผู้เชี่ยวชาญ การใช้เทคโนโลยี รวมถึงขั้นตอนการผลิตของผู้ประกอบการที่จะต้องได้รับมาตรฐานตามที่กำหนดไว้

     ทางศูนย์วิจัยสมุนไพรภาคเหนือ อยากให้มีการกระตุ้น และสร้างความเข้าใจในการใช้สมุนไพรกับคนรุ่นใหม่ให้มีความเข้าใจมากขึ้น เพื่อลดทอนการสูญหายของภูมิปัญญาหมอพื้นบ้าน และการแปรรูปสมุนไพร

     สิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องตระหนักเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คือ การปนเปื้อนโลหะหนัก ซึ่งเกิดจากแหล่งดินที่มีการสะสมของโลหะหนัก โดยเฉพาะแคดเมียมที่เป็นปัญหาที่พบบ่อย สิ่งเหล่านี้นอกจากจะเป็นปัญหาต่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษาแล้ว ยังมีผลกระทบต่อการแข่งขันบนเวทีการค้าโลก รวมทั้งยังจะส่งผลกระทบต่อการเปิดเสรีการค้า หรือ (AFTA) ได้

     เนื่องจากอาจทำให้มีการนำเข้า ผลิตภัณฑ์สมุนไพร จากต่างประเทศ อาทิ ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ที่มีการพัฒนาการ เรื่องของการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนัก ได้เปรียบในเรื่องของราคา และคุณภาพของสมุนไพร โดยขณะนี้ประเทศไทยเองก็ได้ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องของการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อแก้ไขปัญหา และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคสมุนไพรด้วย

     การพัฒนาผู้ประกอบการด้านสมุนไพรในพื้นที่ภาคเหนือนั้น ก็มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้มีการตั้งกลุ่มผู้ประกอบการยาแผนโบราณจังหวัดเชียงใหม่ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมกันมองทิศทางการพัฒนายาแผนโบราณของจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนว่าจะมีทิศทางอย่างไร หรือการพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ตลอดจนทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถเข้ากับยุคสมัยและให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น

     อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ทางศูนย์วิจัยสมุนไพรภาคเหนือ มีความพร้อมจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงที่คอยให้คำแนะนำและการให้แนวทาง ตลอดจนมีเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมาส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับผู้ประกอบการสมุนไพร และหมอพื้นบ้านในภาคเหนือ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป


ที่มา : ประภาภรณ์ เครืองิ้ว
ขอบคุณรูปภาพจาก : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์