Related Articles

รู้เขา รู้เรา รู้อาเซียน: อาเซียน เก่งจริง แต่น่าจะเก่งได้อีก

by ดวงกมล บูรณสมภพ

รู้เขา รู้เรา รู้อาเซียน

ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจของอาเซียนแข็งแกร่งและเติบโตได้ดี เกินกว่าที่คนจำนวนมากคาดการณ์ แม้ในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์การเงินโลกปี 2008-2009 และวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน นอกจากอาเซียนจะรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจเหล่านี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปด้วยก้าวย่างที่มั่นคง กล่าวให้ชัดขึ้น คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยในช่วง 2001-2007 อยู่ที่ 6% แม้แต่ในช่วงวิกฤตการณ์การเงินโลก การเติบโตเฉลี่ยของ 10 ประเทศ ยังโตได้ 4.4% ในปี 2008 และเติบโต 1.3% ในปี 2009

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (organization for economic co-operation and development – oecd) คาดว่าเศรษฐกิจอาเซียนน่าจะเติบโตประมาณ 6.5% ช่วงปี 2011-2015 ซึ่งนับว่าเป็นการเติบโต ที่สูงมาก เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วหลายๆประเทศ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และประเทศในยุโรป ยิ่งไปกว่านั้น ศูนย์ยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศของสหรัฐ center for strategic and international studies (csis) ได้ออกมาคาดการณ์ว่า อาเซียนจะมีประชากรเพิ่มขึ้นจาก 600 ล้านคนเป็น 700 ล้านคน และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ขึ้น จากประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 6.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030 หรือมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าปัจจุบันถึง 2 เท่าตัว นั่นหมายความว่า อาเซียนจะมีคนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้นอีกหลายสิบล้านคน เกิดโอกาสทางธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น

ปัจจุบัน อัตราการว่างงานโดยรวมของทุกประเทศอยู่ในระดับที่ไม่สูง เช่น ในประเทศไทย อัตราการว่างงานต่อกำลังแรงงานอยู่ในระดับที่ต่ำเพียง 1% ต่อกำลังแรงงาน ขณะที่หนี้ภาครัฐโดยเฉลี่ยต่ำกว่า 50% ซึ่งถ้าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียนเป็นไปตามคาดการณ์นี้ หนี้สาธารณะน่าจะมีแนวโน้มที่ลดลงอีกภาพเช่นนี้คงสรุปได้ในระดับหนึ่งว่าอา เซียนมีเศรษฐกิจที่เข้มแข็งจริง แต่คำถามที่น่าจะถามต่อไป คือแล้วอะไรเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งคิดว่าความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของอาเซียนช่วงที่ผ่านมาคือหัวใจสำคัญใน การขับเคลื่อนอาเซียน
 

การที่อาเซียนมีฉันทานุมัติ (Consensus) ที่มุ่งสู่แนวทางเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ (Economic Liberalization) โดยจะเปิดกว้างต่อการค้าระหว่างประเทศ การลงทุน การเงิน และการเคลื่อนย้ายแรงงาน อันปรากฏเป็นรูปธรรมให้เห็นได้จากการบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ในปี 1992 และมุ่งสู่ความเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2015 ความร่วมมือเช่นนี้ ได้สร้าง “ตัวเล่น” ใหม่ๆ ที่ทำให้เศรษฐกิจของอาเซียน เกิดความคึกคักตามมาอีกหลากหลาย อีกทั้งยังเป็นสิ่งจูงใจสำคัญที่ทำให้ประเทศอาเซียนใหม่อย่าง ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม หันมาใช้ระบบกลไกตลาดในการปฏิรูป หลังจากที่ถูก “บอนไซ” จากนโยบายเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลางมายาวนานตัวอย่าง เช่น สปป .ลาว ประกาศใช้นโยบาย “กลไกเศรษฐกิจใหม่” ประเทศเวียดนาม ใช้นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ “ดอย เหมย” ขณะที่ปัจจุบัน พม่าก็เร่ง ปฏิรูปเศรษฐกิจโดยใช้กลไกตลาดมากขึ้น ความร่วมมือของอาเซียนเช่นนี้ ยังเร่งให้เกิดการลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างกว้างขวาง เช่น การพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่งที่ชื่อว่า “ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง” ของกลุ่มประเทศที่ติดลุ่มแม่น้ำโขง ประกอบด้วย 6 ประเทศ คือ ไทย สปป. ลาว กัมพูชา จีน เวียดนาม และพม่า รวมระยะทางหลายพันกิโลเมตร

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) คาดการณ์ว่า อนาคตเส้นทางคมนาคมขนส่งของอาเซียน จะสมบูรณ์มากกระทั่งสามารถขับรถจากกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย ไปยังกรุงปักกิ่ง หรือไปมุมไบ และประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและขนส่งทางบกของอาเซียน ADB ยังคาดอีกว่า ในปี 2030 อาเซียนจะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชีย และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงมากไปกว่านั้น อาเซียนจะกลายเป็นแกนกลางในการทำกรอบความร่วมมือต่างๆ รอบๆ อาเซียน

อีกหนึ่งเหตุผลที่น่าจะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มศักยภาพของอาเซียน คือ ความช่วยเสริมกันระหว่างอาเซียนเก่ากับอาเซียนใหม่ ตัวอย่างเช่น ประเทศอย่างสิงคโปร์และไทย จะเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และมีค่าจ้างแรงงานที่สูง แต่ประเทศอย่าง พม่า เวียดนาม อินโดนีเซีย และกัมพูชา ประชากรกว่า 50% ของแต่ละประเทศอยู่ในวัยกำลังแรงงาน และมีค่าจ้างแรงงานที่ต่ำ ทำให้การจัดการด้านแรงงานเป็นไปได้ค่อนข้างดี ขณะเดียวกัน พม่า ซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก็ทำหน้าที่ป้อนวัตถุดิบในการผลิตให้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมทางเศรษฐกิจ (Economic Outlook) ของอาเซียนจะสดใสมาก แต่ก็ยังมีความท้าทายอาเซียนอีกหลายประการ

ประการแรก แม้ความร่วมมือเหล่านี้ จะทำให้การค้าระหว่างกันของประเทศในอาเซียนขยายตัวต่อเนื่องมีส่วนทำให้ลด การพึ่งพาการค้ากับประเทศสหรัฐและยุโรป แต่การสร้างตลาดภายในประเทศของตนเองให้เข้มแข็ง เพื่อลดการพึ่งพาตลาดภายนอกประเทศ ยังคงเป็นความท้าทายของประเทศสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่ ตัวอย่างประเทศไทยเราเอง ก็พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศสูงมาก

ประการต่อมาความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของอาเซียนมากๆเช่นนี้ ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งเกิดปัญหาย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นในอาเซียนอย่าง ไม่ต้องสงสัย ดังนั้น การแสวงหามาตรการหรือองค์กรที่จะรอรับเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคต ยังเป็นความท้าทายของอาเซียน

เหนือสิ่งอื่นใด ความ “เฟื่องฟู” ของอาเซียนในปัจจุบันและที่คาดว่าจะเกิดในอนาคตไม่ได้รับประกันว่าดอกผลของ ความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจจะถูกกระจายออกไปอย่างเป็นธรรม ที่ผ่านมา เป็นการกระจายดอกผลแบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” การสร้างความเป็นธรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจ จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของอาเซียน

กล่าวโดยสรุป อาเซียนคงจะเฟื่องฟูไปอีกนาน แต่ทั้งนี้ ก็เป็นความเฟื่องฟูบนความท้าทายหลายด้านความร่วมมือในการสร้างเสถียรภาพและ ความเป็นธรรมของการพัฒนาเศรษฐกิจอาเซียน ควบคู่ไปกับความร่วมมือเพื่อสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ ทำให้ความเฟื่องฟูของอาเซียนยั่งยืน

ที่มา : วันวลิต ธารไทรทอง สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการ

ดวงกมล บูรณสมภพ

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ AEC