Economy and Investment

พาณิชย์ชงครม.ส่งกรอบเจรจาค้าเสรีไทย-ยุโรป

by ดวงกมล บูรณสมภพ


พาณิชย์ชงครม.ส่งกรอบเจรจ

พาณิชย์ ชงครม. เสนอร่างกรอบเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย -สหภาพยุโรป อ้างมีความจำเป็น เพราะสหภาพยุโรป เริ่มเจรจาหลายประเทศในอาเซี่ยน

รายงานข่าวจากทำเนียบ รัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมครม.วันที่ 4 ธค.นี้ ทางกระทรวงพานิชย์ เสนอ ร่างกรอบเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย -สหภาพยุโรป ให้ครม.พิจารณา และเสนอรัฐสภา ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ โดยเหตุผลและความจำเป็นเร่งด่วนนั้น กระทรวงพานิชย์ ระบุว่า เมื่อ 25 ธค. 2550 รัฐสภา เคยเห็นชอบกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-สหภาพยุโรปหรืออียูไปแล้ว แต่ช่วงปี 2551 - 2552 ไทยเข้าร่วมกับอาเซี่ยนจัดทำความตกลงการค้าเสรีกับอียู และต่อมาในปี 2552 การเจรจาหยุดชะงัก เพราะทั้งสองฝ่ายเห็นแตกต่างเรื่องการเปิดตลาดและระดับการพัฒนาระหว่าง สมาชิกอาเซี่ยน และอาเซี่ยนกับอียู จากนั้นอียูปรับเปลี่ยนมาเป็นการเจรจาทวิภาคีกับสมาชิกอาเซียนรายสำคัญ ปัจจุบันกำลังเจรจาเอฟทีเอกับสิงคโปร์ มาเลเซียและเวียดนาม

ทำให้สมาชิกที่เหลือ จำเป้นต้องชิงโอกาสเริ่มเจรจาเอฟทีเอกับอียู โดยอินโดนีเซียและพิลิปปินส์กำลังเร่งดำเนินการ ขณะที่อียูได้เจรจากับไทยมาตั้งแต่ปี2552 แต่ไทยยังไม่ให้คำตอบเป็นทางการ ซึ่งหากไทยยังไม่เจรจาเอฟทีเอกกับอียูขณะนี้ และหากอียูทำความตกลงการเสรีกับสมาชิกอาเซี่ยนรายอื่นเสร็จแล้ว จะทำให้ไทยต้องรับผลการเจรจาของสมาชิกอาเซี่ยนอื่นๆโดยไม่สามารถแก้ไขอะไร ได้ นอกจากนี้ ไทยอาจจะถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP.) ของอียูในปี 2558 มีผลให้สินค้าไทยไม่ได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีนำเข้า โดยปัจจุบัน GSP.ของไทยมีมูลค่า กว่า 2.97 แสนล้านบาท คิดเป็น 38.40% ของการส่งออกรวมไปอียู หากไทยถูกตัด GSP. คาดว่าผลกระทบจะมีมูลค่าถึง 84,840.27 ล้านบาท

โดยสินค้าที่ได้รับผลกระทบสูง ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ รถยนต์ รองเท้า กุ้งสดแช่เย้น ของปรุงแต่งจากกุ้ง อาหารสำเร็จรูป ถุงมือยาง และยางรถยนต์ ดังนั้นการเจรจาเขตการค้าเสรีจะเป็นการรักษาจีเอสพี ถาวร และช่วยให้ไทยอยุ่ในสถานะที่แข่งขันได้มากขึ้น หากไทยไม่เร่งการทำเอฟทีเอกับอียู จะทำให้เสียความสามารถแข่งขันการค้าและการลงทุนกับประเทศอื่น ตั้งแต่ปี .2558 ไป

ขอบคุณที่มา : กรุงเทพธรกิจ

ดวงกมล บูรณสมภพ

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ AEC