Economy and Investment

สร้างมูลค่าเพิ่มแรงงานไทย ค่าจ้าง-ทักษะ ต้องไปด้วยกัน

by ดวงกมล บูรณสมภพ

สร้างมูลค่าเพิ่มแรงงานไท

การเตรียมความพร้อมให้กับแรงงานไทยก่อนที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอา เซียนในปี 2558 มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องทักษะฝีมือและความสามารถทางด้านภาษาสากลหรืออย่างน้อยหนึ่งใน ภาษาอาเซียนที่แรงงานควรจะต้องสื่อสารได้ รวมทั้งทัศนะคติที่ดีต่อการทำงานก็มีส่วนช่วยยกมาตรฐานให้แรงงานไทยดูดีขึ้น

ทั้งนี้ มีข้อกังวลในหลายประเด็นที่จะส่งผลกระทบต่อแรงงานโดยตรงหากไม่มีการเตรียม พร้อม คือ ความเสี่ยงของการถูกเลิกจ้างจากการเข้ามาแย่งงานของแรงงานต่างชาติ ที่มีความได้เปรียบในเรื่องภาษา ซึ่งอาจจะถูกเคลื่อนย้ายตามบริษัทแม่ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย หรือแม้แต่บริษัทที่มีอยู่เดิม อาจจะเปลี่ยนไปจ้างแรงงานต่างชาติที่มีฐานค่าจ้างถูกกว่าในระดับฝีมือที่ ใกล้เคียงกัน ในที่นี้หมายถึงแรงงานไร้ฝีมือและกึ่งฝีมือที่ไม่ได้อยู่ในกรอบการเคลื่อน ย้ายเสรีโดยตรง ทว่าโอกาสการลงทุนของนายจ้างที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดเสรีการลงทุนนั้น จะเป็นตัวกำหนดให้แรงงานไทยต้องปรับตัว แม้ประเทศไทยจะประกาศปรับฐานค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นเป็นวันละ 300 บาท ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค.2556 นี้ก็ตาม แต่ในเชิงการตลาดไม่ได้หมายความว่าแรงงานไทยจะมีคุณภาพมาตรฐานมากขึ้นตามค่า แรงที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ กลับถูกมองว่าแรงงานไทยมีต้นทุนที่สูงขึ้นมากกว่า ขณะที่เสียงสะท้อนจากฝ่ายลูกจ้างระบุว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมีส่วน ช่วยให้คุณภาพชีวิตแรงงานดีขึ้น แต่อาจลืมคิดไปว่าค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นเงินค่าจ้างในอนาคตของลูกจ้าง เอง นั่นหมายความว่านายจ้างต้องไปกู้เงินสร้างหนี้เพิ่มเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้า ต่อ และหากธุรกิจไปไม่รอดลูกจ้างก็ต้องเดือดร้อน

ทั้งนี้ แผนการยกระดับมาตรฐานแรงงาน ในภาพรวมเพื่อรองรับค่าจ้าง 300 บาท และAECนั้น ล่าสุด นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน บอกว่ากระทรวงแรงงานได้มอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดทำ “โครงการยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้มีศักยภาพสูงขึ้นรองรับรายได้แท้จริงที่ เพิ่มขึ้น” เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้แรงงานไทยโดยการฝึกอบรมพัฒนาทักษะฝีมือและ ปลูกฝังคุณลักษณะ ทัศนคติที่ดีในการทำงาน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำงานของลูกจ้างให้ตรงตามที่สถานประกอบกิจการ ต้องการ ซึ่งจะส่งผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพของแรงงานและความเจริญเติบโตที่ยั่งยืน ของสถานประกอบการ ซึ่งเป้าหมายของโครงการนี้คือการฝึกอบรมแรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน ให้มีทักษะฝีมือ พร้อมทั้งปลูกฝังคุณลักษณะทัศนคติที่ดีในการทำงาน ให้ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ รวมทั้งฝึกอบรมยกระดับแรงงานที่มีรายได้ต่ำกว่า 300 บาท ทั้งในสถานประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และสถานประกอบกิจการขนาดใหญ่ให้มีทักษะฝีมือ นอกจากนี้ยังมีการปลูกฝังคุณลักษณะ ทัศนคติที่ดีในการทำงาน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำงานของลูกจ้างให้ตรงตามที่สถานประกอบกิจการ ต้องการ เพื่อรองรับรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการฝึกอบรมแรงงานนอกระบบ แรงงานในภาคเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรม (เกษตรแปรรูป) ให้มีทักษะฝีมือ พร้อมทั้งปลูกฝังคุณลักษณะ ทัศนคติที่ดีในการทำงาน ให้ตรงตามที่สถานประกอบกิจการต้องการด้วย

สำหรับโครงการนี้มีกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 232,700 คน ประกอบด้วยแรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน ได้แก่ แรงงานที่สมัครเข้าทำงานและสถานประกอบกิจการพร้อมที่จะบรรจุเป็นลูกจ้างใน สถานประกอบกิจการ หรือแรงงานที่เริ่มเข้าทำงานใหม่อยู่ระหว่างทดลองงาน เป็นต้น จำนวนไม่น้อยกว่า 22,700 คน ระยะเวลาในการฝึก 15 วัน จำนวน 756 รุ่นๆละ 30 คน ส่วน?กลุ่มแรงงานที่มีรายได้ต่ำกว่า 300 บาทต่อวัน ในสถานประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมและสถานประกอบการขนาดใหญ่ จะมีเป้าหมายจำนวนไม่น้อยกว่า 135,000 คน ระยะเวลาในการฝึก 5 วัน จำนวน 4,500 รุ่นๆละ 30 คน

นอกจากนี้ยังมี แรงงานนอกระบบ ได้แก่ กลุ่มโอทอป กลุ่มคนที่รับงานไปทาที่บ้าน กลุ่มคนที่ทำงานรับจ้างในภาคเกษตร/เกษตรอุตสาหกรรม (เกษตรแปรรูป) และกลุ่มคนที่ทาอาชีพอิสระหรือรับจ้างทั่วไป เป็นต้น จำนวนไม่น้อยกว่า 75,000 คน ระยะเวลาในการฝึกอบรม 3 วัน จำนวน 2,500 รุ่นๆละ 30 คน โดยผู้เข้ารับการอบรมในโครงการนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะสนับสนุนค่าอาหารให้สถานประกอบกิจการจัดให้ผู้เข้า อบรมทุกกลุ่มคนละ 120 บาทด้วย “ผู้ประกอบการบางแห่งอาจจะมีการจ้างงานมากกว่า 300 บาท อยู่แล้ว เนื่องจากเป็นงานที่ต้องใช้ฝีมือหรือทักษะ ความชำนาญเฉพาะ ซึ่งหากลูกจ้างได้รับค่าจ้างตามความสามารถ ก็จะช่วยให้ลูกจ้างได้รับค่าแรงในอัตราที่เหมาะสม ส่วนนายจ้างเองก็พึงพอใจ ดังนั้นการเข้ารับการฝึกอบรม จะเป็นการยกระดับศักยภาพของแรงงานไทยให้มีศักยภาพสูงขึ้นเพื่อรองรับรายได้ แท้จริงที่เพิ่มขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแรงงานไทยซึ่งจะส่งผลต่อการเพิ่มรายได้ของประเทศให้ เพิ่มขึ้นในที่สุด

นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน(รง.) กล่าวว่า คณะกรรมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้เห็น ชอบกรอบแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ฯเพื่อนำมาใช้พัฒนากำลังแรงงานกว่า 39 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นแรงงานในระบบกว่า 12 ล้านคนแยกเป็นแรงงานในภาคราชการกว่า 3 ล้านคน และแรงงานภาคเอกชนกว่า 9 ล้านคน และแรงงานนอกระบบเช่น เกษตรกร มอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนขับแท็กซี่กว่า 25 ล้านคน

ทั้งนี้ การพัฒนากำลังแรงงานเน้นใน 2 ส่วนหลักได้แก่ สมรรถนะหลักเน้นทักษะภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียน ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ คุณลักษณะที่ดีในการทำงาน เช่น ความขยัน มีวินัย รอบคอบ ซึ่งจะมุ่งเน้นใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักได้แก่ 1.อาหาร / สินค้าเกษตร 2. สิ่งทอ/เครื่องนุ่งห่ม 3.ผลิตภัณฑ์ไม้และเฟอร์นิเจอร์ 4.ก่อสร้าง 5.ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์และโลหะ 6.ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ 7.อัญมณีและเครื่องประดับ 8.การท่องเที่ยวและบริการ 9.ผลิตภัณฑ์/บริการสุขภาพ 10.โลจิสติกส์และการบินในระยะ 4 ปี ตั้งแต่พ.ศ. 2555-2559

นายประพันธ์ มนทการติวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กล่าวว่า กพร.ได้ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม,สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย,สภาหอการค้า แห่งประเทศไทย,สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สมาคมหรือองค์กรอาชีพและองค์กรท้องถิ่น ได้แก่ อบต. อบจ. อปท. เทศบาล กลุ่มอาชีพอิสระจัดฝึกอบรมพร้อมคู่มือการดำเนินงานและวิธีการประเมินผล ให้กับกลุ่มเป้าหมายตามเมนูหลักสูตรที่จัดทำขึ้นภายใต้โครงการยกระดับ ศักยภาพแรงงานไทยให้มีศักยภาพสูงขึ้น ทั้งนี้ กพร.เพิ่งปิดโครงการฝึกอบรมโครงการยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้มีศักยภาพสูง ขึ้นรองรับรายได้ที่แท้จริงที่เพิ่มขึ้น เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมีนายสง่า ธนสงวนวงศ์ เลขานุการรมว.แรงงาน เป็นประธาน

อย่างไรก็ตาม สถานประกอบการใดที่สนใจต้องการส่งเสริมศักยภาพแรงงานรองรับรายได้ 300 บาท สามารถเข้ารับการฝึกอบรมได้ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ โดยจัดทำหลักสูตรการฝึกอบรมแรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน เน้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทัศนคติในการทำงาน ภาษาต่างประเทศ ความรู้และทักษะที่จำเป็นก่อนการทำงาน ส่วนหลักสูตรการฝึกอบรมแรงงานที่มีรายได้ต่ำกว่า 300 บาท ในสถานประกอบกิจการ เน้นความต้องการของสถานประกอบกิจการเป็นสำคัญ โดยวิเคราะห์หลักสูตรร่วมกัน เช่น ความปลอดภัยในการทำงาน การลดต้นทุน การบริหารจัดการที่มีคุณภาพ เป็นต้น และหลักสูตรการฝึกอบรมแรงงานนอกระบบ เน้นการบริการที่ประทับใจ การบริหารการขาย การบริหารสินค้าคงคลัง บัญชีการเงิน การพัฒนาการบรรจุภัณฑ์คอมพิวเตอร์เบื้องต้น การขายสินค้าในอินเทอร์เน็ต หรือ E-commerce เป็นต้น

ที่มา : ทนงศักดิ์ วัฒนบวรกุล


 

ดวงกมล บูรณสมภพ

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ AEC