Economy and Investment

AEC กับนโยบายการลงทุนในประเทศเวียดนาม

by ดวงกมล บูรณสมภพ

รัฐบาลเวียดนามได้ปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อ 25 ปีที่แล้ว ตามนโยบายโด๋ยเม้ย (Doi Moi) จากเดิมที่เป็นระบบวางแผนส่วนกลางที่ล้มเหลว ในการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุนของเวียดนามในทิศทางใหม่ประสบผลสําเร็จอย่างมาก นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2554 มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในเวียดนามไปแล้ว 13,496 โครงการเงินลงทุนมากถึง 95.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ  ในระยะที่ผานมา เวียดนามได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนไปแล้วหลายครั้งโดยล่าสุดได้ มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ ตามพระราชกฤษฎีกาหมายเลข 124/2008/ND-CP ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2551 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 มาแล้ว

กำหนดหลักเกณฑ์การให้สิทธิและประโยชน์ดังนี้
1. ธุรกิจด้านการศึกษา สาธารณสุข วัฒนธรรม การกีฬา และสิ่งแวดล้อมตามบัญชีรายการที่ ได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี อยู่ ในข่ายยกเว้นภาษีเงินได้ 4 ปี และลดหย่อนกึ่งหนึ่ ง 9 ปี นับจากมีกําไร แต่ ไม่เกินปีที่ 4 ภายหลังเปิดดําเนินการ และเสียภาษีนิติบุคคลในอัตตรา 10% ตลอดไป

2. กิจการอยู่ในข่ายยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 4 ปี และลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 9 ปี นับจากมีกําไรแต่ไม่เกินปีที่ 4 ภายหลังเปิดดําเนินการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 10% เป็นเวลา 15 ปี นับตั้งแต่มีกําไรประกอบด้วย

- กรณีบริษัทก่อตั้งใหม่ตั้งกิจการในพื้นที่ซึ่งมีความยากลําบากทางเศรษฐกิจ และสังคมเป็นอย่างมากตามที่กําหนดในท้ายประกาศ หรือตั้งกิจการในเขตเศรษฐกิจ หรือเขตอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงที่ได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี

- กรณีบริษัทก่อตั้งใหม่ในธุรกิจเทคโนโลยีสูง กิจการวิจัยและพัฒนากิจการซิฟต์แวร์กิจการโครงสร้างพื้นฐานที่กําหนดโดยนายก รัฐมนตรี ทั้งนี้ กรณีเป็นธุรกิจเทคโนโลยีสูง กิจการวิจัยและพัฒนาที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ อาจจะขยายเวลาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 10% ได้เป็นเวลาไม่เกิน 30 ปี โดยจะต้องเสนอโดยกระทรวงการคลังและได้รับความห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี

3. บริษัทที่ก่อตั้งใหม่ซึ่งตั้งกิจการในพื้นที่ ซึ่งยากลําบากทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในข่ายยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 2 ปี และลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 4 ปี นับจากมีกําไร แต่ไม่เกินปีที่ 4 ภายหลังเปิดดําเนินการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% เป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่มีกําไร

หลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนของเวียดนาม เมื่อเปรียบเทียบกับของไทยแล้วมีความแตกต่างกันค่อนข้างมากประการที่ 1 กรณีของเวียดนาม จะให้เฉพาะกรณีบริษัทก่อตั้งใหม่เท่านั้น ไม่รวมถึงโครงการขยายกิจการ ยกเว้นรัฐบาลจะผ่อนผันเป็นกรณีพิเศษเป็นรายๆ ไป ซึ่งแตกต่งจากไทยจะให้ทั้งโครงการใหม่และโครงการขยายการลงทุน

ประการที่ 2 เวียดนามจะมีทั้งยกเว้น ลดหย่อน และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราพิเศษ ขณะที่ของไทยมีเฉพาะการยกเว้นและลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่านั้น ขณะที่ไทยปกติแล้วจะมีการจํากัดวงเงินสูงสุดที่จะยกเว้นภาษีเงินได้ นิติบุคคลไม่เกินเงินลงทุนไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน แต่กรณีของเวียดนามไม่มีข้อจํากัดในเรื่องนี้แต่อย่างใด

ประการที่ 3 กรณีเวียดนาม จะเริ่มคิดระยะเวลายกเว้นและลดหย่อนภาษีเงินได้นับจากมีกําไรแต่ไม่เกินปี ที่ 4 ภายหลังเปิดดําเนินการขณะที่ของไทยตั้งแต่เริ่มมีรายได้ไม่ว่าจะมีกําไรหรือ ไม่ก็ตาม

ประการที่ 4 หลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนของเวียดนามเป็นแบบเรียบง่ายมาก แตกต่างจากของไทยมี่มีการแยกย่อยเป็นประเภทต่างๆ ในรายละเอียดแต่ละประเภทกิจการ

ประการที่ 5 กรณีของเวียดนามจะมีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ส่งเสริมครั้งใหญ่บ่อยครั้งมาก ขณะที่กรณีของไทยหลักเกณฑ์ส่งเสริมโดยทั่วไปจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง นัก โดยส่วนใหญ่จะเปลี่ยนแปลงเป็นหลักเกณฑ์ย่อยเฉพาะประเภทกิจการเท่านั้น

ล่าสุด นาย Nguyen Noi  รองผู้อํานวยการสํานักงานการลงทุนต่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงวางแผนและการลงทุน (MPI)  ได้กล่ าวว่าในระยะที่ผ่านมาโครงการลงทุนจากต่างประเทศ มีปัญหาหลายด้าน เช่นปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการใช้เทคโนโลยีล้าหลัง ปัญหาการนัดหยุดงานประท้วงฯลฯ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวง MPI ให้ประเมินผลและเสนอแนะแนวทางยกระดับการลงทุนโดยกําหนดให้ส่งรายงานภายในไตร มาสที่ 2 ของปี 2555

กระทรวง MPI ได้มีแผนจะเสนอให้ปฏิเสธโครงการลงทุน ที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โครงการที่ลงทุนน้อยแต่ใช้พื้นที่จํานวนมาก โครงการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง ใช้เทคโนโลยีล้าสมัย และใช้พลังงานจํานวนมาก โดยขอให้หันมาเน้นส่งเสริมโครงการใช้เทคโนโลยีระดับสูงและสะอาด

ที่มา: กรมเจรจาการค้า

ดวงกมล บูรณสมภพ

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ AEC