Economy and Investment

SMEs Roadmap เปิดแนวรุกบุก AEC

by ดวงกมล บูรณสมภพ

SMEs Roadmap เปิดแนวรุกบ


นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อานวยการสานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ SMEs Roadmap เปิดแนวรุกบุก AEC ระหว่างวันที่ 23-24 เม.ย. 2555 ว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยมีความน่ากังวลอย่างมาก ทั้งเรื่องภาษาที่สู้สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และบรูไน ไม่ได้ ขณะที่เทคโนโลยีสู้สิงคโปร์ไม่ได้ ส่วนอัตราค่าจ้างขั้นต่ายิ่งเป็นที่น่ากังวลมาก

ข้อมูลล่าสุดการสารวจขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) พบว่าค่าแรงไทยอยู่ที่ 14 ดอลลาร์ ขณะที่พม่าและลาว 2 ดอลลาร์ กัมพูชา 4 ดอลลาร์ ด้านคู่แข่งสาคัญ คือ เวียดนาม อยู่ที่ 5 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ไทยมีความได้เปรียบหลายเรื่อง เช่น การบริการคนไทยแข่งขันได้ ยากที่เลียนแบบ ดังนั้น จำเป็นต้องปรับวิกฤติให้เป็นโอกาส อาเซียนรวมกันเป็นประชาคม ประชากรเพิ่มขึ้น 607 ล้านคน ถือตลาดขนาดกลาง สามารถใช้ประโยชน์การเคลื่อนย้ายแรงงานดึงแรงงานราคาถูกมาผลิตสินค้า

สาหรับสิ่งที่น่าสนใจ คือ การทำการค้าข้ามชายแดน ซึ่งจากตัวเลขของเวิลด์แบงก์ พบว่าไทยอยู่อันดับ 12 ดังนั้น ในอนาคตอยากเห็น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่ชายแดนเป็นหัวหอกบุกเข้าไป ทาการค้าชายแดน เช่น ตั้งศูนย์กระจายสินค้าเอสเอ็มอีแนวชายแดน นิคมอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี สามารถใช้แรงงานราคาถูก ผลิตสินค้าให้ไทยและส่งออกกลับไปขายยังประเทศตนเอง เป็นการเอื้อประโยชน์ผู้ประกอบการ SMEs

นายณรงค์ ตนานุวัฒน์ ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ได้เข้าไปลงทุนทาธุรกิจร้านอาหารที่ สปป.ลาวเป็นเวลา 3 ปีแล้ว มูลค่าการลงทุน 20 ล้านบาท 25 ปีเช่าพื้นที่ระยะยาว ที่เลือกไปลงทุนใน ส.ป.ป.ลาว เพราะมีวัฒนธรรมและภาษาใกล้เคียงกับเชียงใหม่ แต่ก่อนจะตัดสินใจไปลงทุนได้มีการใช้เวลาเก็บข้อมูล 3-4 ปี ซึ่งยอมรับว่าการเจริญเติบโตของ สปป.ลาวรวดเร็วมาก ล่าสุดทราบว่าจีน จะมีการลงทุนก่อสร้างเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์

นายบุญชัย ปัณฑุรอัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซาบีน่า ซึ่งเป็นผู้ผลิตชุดชั้นในซาบีน่า กล่าวว่า บริษัทเริ่มต้นจากธุรกิจเอสเอ็มอี ก่อนหน้านี้ มุ่งเน้นขยายตลาดอเมริกา ยุโรป แต่เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ได้มีการปรับยุทธศาสตร์หนีวิกฤติซับไพร์มของสหรัฐอเมริกา และวิกฤติการเงินยุโรป โดยหันมาให้ความสาคัญกับอินเดียและตะวันออกกลาง แต่พบว่าภาษีขาเข้า 50% จึงถอยออกจากอินเดีย แล้วหันมาให้ความสาคัญกับอาเซียนและตลาดในประเทศแทน ปัจจุบันมีช็อปขายในประเทศ 450 แห่งคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีช็อปทั้งสิ้น 500 แห่ง ส่วนในอาเซียนที่นั่นมีช็อปในสิงคโปร์ มาเลเซีย ล่าสุด ไปทาดีลกับประเทศมาเลเซีย จะเปิดช็อปจานวน 4 ช็อป

ขณะที่เวียดนามได้มีการเปิดออฟฟิศและสร้างทีมขาย โดยทดลองขายครั้งแรกเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว พบว่ามียอดขายมากกว่า 3 เท่าของสินค้าท้องถิ่นของเวียดนามที่วางขาย และมีห้างสรรพสินค้าหลายแห่งในเวียดนามติดต่อให้ไปวางสินค้าในห้าง ซึ่งเวียดนามถือว่ามีวิวัฒนาการที่ดีมาก เชื่อว่าภายใน 3-5 ปี จะมีศักยภาพเทียบเท่ากับประเทศไทย

นายวิชัย เข็มทองคา กรรมการผู้บริการ บริษัท โอเรียลทัล ยูนิค จากัด กล่าวว่า ก่อนที่บริษัทจะไปลงทุนในพม่า ได้มีการศึกษาข้อมูลทั้งเรื่องประชากร โดยพม่าพื้นที่ใหญ่กว่าไทย 30% โดยพม่ามีพื้นที่มากกว่า 100 ล้านไร่ ประชากร 60 ล้านคน มูลค่าการส่งออกปี 2554 จานวน 8,800 ล้านดอลลาร์ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยในปีเดียวกันส่งออกมูลค่า 220,000 ล้านดอลลาร์ คู่ค้าส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย โลกตะวันตกมีการต่อต้านอยู่โดยสินค้าที่ส่งออกมากที่สุด หรือกว่า 55% เป็นก๊าซธรรมชาติ ที่เหลืออีก 45% เป็นแร่ อัญมณี วัตถุดิบผลผลิตทางการเกษตร ส่วนสินค้าที่นาเข้ามากที่สุดจะเป็นน้ามันแม้จะผลิตได้ภายในประเทศก็ตาม นอกจากนี้ พม่ามีชายแดนติดกับประเทศอินเดีย ถือเป็นอีกช่องทางที่จะเอาสินค้าไทยไปวางในชายแดนอินเดียได้

นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เรื่องของเทคโนโลยีแม้ว่าเอสเอ็มอีจะสู้บริษัทรายใหญ่ไม่ได้ เพราะขาดแคลนทุนในการพัฒนาและไม่สามารถคิดเทคโนโลยีใหม่ได้ แต่บริษัทใหญ่เองก็ลาบาก ตนเองไม่สนับสนุนให้คิดเทคโนโลยีขึ้นมา เพราะเป็นการลงทุนมากไป แต่อยากให้รู้จักใช้เทคโนโลยีที่ออกมาแล้วมากกว่า ปัจจุบันยุคอินเทอร์เน็ตติดต่อสื่อสารกันได้ในทุกมุมโลกสามารถนามาช่วย ในการซื้อ ขาย และหาตลาดได้ นอกจากนั้น นาเทคโนโลยีที่ต่อยอดมาใช้คิดเอง

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ


 

ดวงกมล บูรณสมภพ

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ AEC