Transportation

ปูทางขนส่งไทยเป็นรับอาเซียน

by ดวงกมล บูรณสมภพ

ปูทางขนส่งไทยเป็นรับอาเซียน

 
              การเปิดเสรีอาเซียน หรือ การก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) เต็มรูปแบบปี 2558 เริ่มได้ยินหนาหูขึ้นมาเรื่อยๆ ต้องยอมรับว่า เหลือเวลาอีกไม่นานแล้วที่ประเทศไทยต้องเตรียมตัวรับมือให้ดี เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์มากที่สุด...
              แน่นอนว่า หากประเทศไทยสามารถดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ ท่าอากาศยาน และถนน ได้ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ คำว่าฮับ หรือ ศูนย์ กลางการขนส่งในภูมิอาเซียน ไม่น่าจะยาก เพราะจากสภาพภูมิประเทศของไทยแล้วมีพรหมแดนติดกับประเทศในอาเซียนมากที่สุด จึงจำเป็นต้องใช้จุดเด่นจุดนี้ให้ได้เปรียบมากที่สุดเช่นกัน!!!
ที่สำคัญทุกกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องผนึกกำลังกันให้มาก และเร่งศึกษาทำความเข้าใจเพื่อรวมใจให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
 
คมนาคมพร้อมเปิดเสรี AEC
คุณสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยทั้งถนน, ท่าเรือ, สนามบิน และรถไฟ ในขณะนี้ค่อนข้างมีความพร้อมในการเข้าสู่ AEC ในปี 58 แต่จะเป็นการเปิดเสรีในบางเซ็กเตอร์เท่านั้น ซึ่งในภาคการขนส่งนั้น แม้ระบบโครงสร้างพื้นฐานจะมีความพร้อม แต่ยังติดขัดในหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง เช่น การประกันภัย, การขนส่งโดยรถผ่านแดน,ใบขับขี่ และเส้นทางการเดินรถ เป็นต้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้ต้องมีคนกลาง ซึ่งเป็นตัวแทนจากประเทศในอาเซียนมาร่วมกำหนดระเบียบแนวทางที่เหมาะสมร่วมกันเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ทุกฝ่ายยอมรับ และยังต้องเตรียมความพร้อมของบุคคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง AEC อย่างละเอียด
            "ที่ตั้งของประเทศไทยเอื้อในการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เพราะมีถนนสามารถเชื่อมโยงการเดินทางขนส่งระหว่างประเทศได้สะดวกรวดเร็ว แต่ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งระหว่างประเทศจะต้องมีการปรับปรุง เพื่อให้เกิดความสะดวกในการข้ามแดน ซึ่งไทยทำฝ่ายเดียวไม่ได้ ทุกประเทศต้องมาตกลงกัน ประเทศที่มีความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานก็ต้องเข้าไปช่วยประเทศที่มีความพร้อมน้อยกว่าพัฒนา แต่ยอมรับว่าการทำให้ AEC ประสบความสำเร็จคงต้องใช้เวลาหลังจากปี 58 อีกพอสมควร เพราะสมาชิก10 ประเทศ มีความแตกต่างกันมาก เพราะก่อนที่ประเทศใน EUจะรวมตัวกันได้ก็ใช้เวลามาก" คุณสุพจน์ กล่าว
       
เปิดเสรีรถบรรทุกวิ่งเข้าไทย
            ดร.จุฬา สุขมานพ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ที่ประชุมเพื่อพิจารณาจัดทำแผนงานประจำปี คณะกรรมการประสานการขนส่งผ่านแดนแห่งชาติในภาพรวม มีมติมอบหมายให้ กรมทางหลวง (ทล.) จัดทำแผนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือการเข้าร่วม AEC ที่จะมีผลบังคับในปี 58ซึ่งตามข้อตกลงดังกล่าวประเทศไทย รวมทั้งกลุ่มอาเซียนอีก 9 ประเทศคือ พม่า, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, บรูไน,ฟิลิปปินส์ ต้องดำเนินการภายในกฎระเบียบการขนส่งเดียวกัน และแต่ละประเทศมีโควต้ารถบรรทุกสินค้าที่สามารถใช้เส้นทางขนส่งอาเซียนหรืออาเซียนไฮเวย์ (Asian Highway-AH) ประเทศละ 500 คัน รวมทั้งหมด 5,000 คัน และมีเงื่อนไข ต้องวิ่งในเส้นทางที่กำหนดไว้เท่านั้น
            สำหรับในประเทศไทยจะยอมให้รถขนส่งสินค้าของประเทศเพื่อนบ้านวิ่ง เข้ามาในประเทศไทยที่เป็นเส้นทางอาเซียนไฮเวย์มีระยะทางกว่า2,000 กิโลเมตร ที่ประชุมจึงมอบหมายให้กรมทางหลวง เตรียมพิจารณาหาพื้นที่ที่มีความเหมาะสมเพื่อเป็นจุดที่พักรถ ว่า จะต้องมีกี่จุด พร้อมกันนี้ได้ให้กำหนดมาตรฐานกลางเพื่อความปลอดภัย สำหรับการขนส่งสินค้าอันตราย นอกจากนี้ยังมอบหมาย กรมเจ้าท่า (จท.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ไปจัดทำแผนรับมือการขนส่งสินค้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
 
3 วงแหวน 5 ประตูการค้า
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวกับ BUS & TRUCK ว่า สมัยที่คุณอลงกรณ์ พลบุตร เป็นประธานคณะกรรมการโลจิสติกส์การค้าได้กำหนด “ยุทธศาสตร์ 3 วงแหวน 5 ประตูการค้า” โดยวงแหวนที่ 1 คือ กลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ วงแหวนที่ 2 คือ กลุ่มอาเซียน +3(จีน-เกาหลี-ญี่ปุ่น) และวงแหวนที่ 3 คือ กลุ่มอาเซียน +6 (จีน-เกาหลี-ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์-อินเดีย)
ส่วน 5 ประตูการค้า ได้แก่ การสร้างเขตเศรษฐกิจตามชายแดนใน 5 ทิศทาง คือ ประตูด้านใต้เชื่อมการค้ากับมาเลเซียและมุ่งสู่สิงคโปร์ ประตูด้านตะวันตกเชื่อมต่อกับสหภาพพม่าและมุ่งไปสู่ตลาดตะวันตก ได้แก่ เอเซียตะวันออก ยุโรป และแอฟริกา ประตูด้านตะวันออกเชื่อมกับกัมพูชามุ่งสู่ตลาดเวียดนามและจีน ประตูด้านตะวันออกเฉียงเหนือเชื่อมต่อไปยังลาว เวียดนาม จีน และเอเซียตะวันออก ประตูด้านเหนือ เชื่อมต่อไปยังพม่า และลาว มุ่งสู่จีน
ด้านวัตถุประสงค์ของการจัดทำนโยบาย 3 วงแหวน 5 ประตูการค้า ก็เพื่อเชื่อมโยงการค้าแบบบูรณการของวงแหวนอาเซียน +3+6 ซึ่งต้องกำหนดเป้าหมายพัฒนาโลจิสติกส์ให้ครอบคลุมการค้าในพื้นที่สำคัญและทั่วถึง โดยให้ความสำคัญทางเศรษฐกิจ การค้า และโลจิสติกสื เพื่อการแข่งขันและกระจายสินค้าสู่ตลาดอาเซียน ขณะเดียวกัน ยังเป็นการสร้างเส้นทางการค้าใหม่ New Trade Lane และ New Trade Gateways ที่จะเชื่อมไทยเชื่อมโลก ผ่านประเทศที่มีพรมแดนติดกัน โดยพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษตามชายแดนรองรับการค้าชายแดน เพราะที่ผ่านมามักเป็นไปโดยไม่มียุทธศาสตร์ แต่มักเป็นเรื่องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือรายที่เกี่ยวข้องระหว่างจังหวัดต่อจังหวัดในแต่ละประเทศ
 
แนะตั้งกองทุนโลจิสติกส์อาเซียน
            คุณยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหภาพการขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ถ้ามีการพิจารณาเรื่องการจัดตั้งกองทุนโลจิสติกส์อาเซียนก็เป็นเรื่องที่ดี แต่อยากให้มองถึงกองทุนในประเทศก่อน เนื่องจากผู้ประกอบการโลจิสติกส์ของไทยส่วนมากเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ไม่มีเงินทุนมากพอ เมื่อไทยเข้าสู่  AEC ก็จะทำให้เสียเปรียบต่างชาติในเรื่องของการแข่งขัน ส่วนรูปแบบของกองทุนฯ นอกเหนือจากมีเงินมาช่วยเหลือแล้ว ต้องมีการสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าใจเกี่ยวกับ AEC ด้วย และสนับสนุนให้แข่งขันกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านได้
 
โครงสร้างพื้นฐานไทยไม่เพียงพอ
คุณสมศักดิ์ วิเศษเรืองโรจน์ ประธานสมาพันธ์ผู้รับจัดการขนส่งแห่งอาเซียนและนายกสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานของไทยยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ระบบรางยังไม่ดีพอ จำนวนหัวจักรไม่เพียงพอ สถานีไอซีดีมีจำนวนน้อย ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ยังมีความแออัด โดยเฉพาะวันศุกร์ ซึ่งพบว่า รถขนส่งต้องใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมงถึงจะเข้าสู่ท่าเรือได้ นอกจากนี้ สภาพถนนยังขาดการบำรุงรักษา ส่วนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการขนส่งทางน้ำ ไม่มีเรือที่ชักธงไทย สภาพเรือส่วนใหญ่ค่อนข้างเก่าและเป็นเรือชายฝั่งมากกว่าเรือเดินทะเล จึงไม่มีเรือไทยเข้าแข่งขันในการเปิดเสรีดังกล่าว
            ในส่วนของผู้ประกอบการไทย ปัจจุบันพบว่า ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่รู้เรื่องการเปิดเสรีอาเซียนน้อยกว่า 10% ขณะเดียวกันยังมีความเข้าใจไปคนละทิศทางเกี่ยวกับการเปิดเสรีบริการ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการ และผู้ประกอบการ ซึ่งความไม่เข้าใจดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนไทยเท่านั้น แต่คนในอาเซียนทั้งภาครัฐ และเอกชนบางประเทศก็ยังไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางนั้น ยังติดขัดเรื่องสำคัญ คือ กฎหมายศุลกากรที่ยังไม่เอื้ออำนวย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยพูดถึงปัญหาดังกล่าวแก่ศุลกากรแล้ว แต่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

จี้รัฐเร่งหามาตรการลดภาษีรับ AEC
คุณสุวัฒน์ อัศวทองกุล ประธานสมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพ (BSAA) กล่าวว่า การเปิด  AEC ไทยจะได้เปรียบในอุตสาหกรรมที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเคมี ท่องเที่ยว และอาหาร ส่วนสิ่งที่น่ากลัว คือ การย้ายไปลงทุนที่ประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ เนื่องจากการเก็บภาษีรายได้เพียง 17% มาเลเซียเก็บ 25% กัมพูชาเก็บ 20% ขณะที่ประเทศไทย เก็บภาษี 30% ในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่นักธุรกิจจะเลี่ยงภาษีโดยการจดทะเบียนบริษัทที่ต่างประเทศ แล้วมาเปิดสาขาในไทยเพื่อรองรับ
ด้านคุณยรรยง ตั้งจิตต์กุล นายกสมาคมชิปปิ้งแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่ธุรกิจชิปปิ้งไทย ต้องตั้งมือเมื่อเปิด  AEC คือ เรื่องของบุคลากร อาจถูกต่างชาติซื้อตัว เนื่องจากค่าตัวแพงกว่าทำงานกับชิปปิ้งไทย ซึ่งที่ผ่านมาต้นทุนด้านแรงงานสูง 40-50% ข้อดีของ AEC คือ มีการค้าขายกันมากขึ้น แต่ชิปปิ้งไทยต้องปรับตัว ทั้งเรื่องของการใช้ระบบอิเล็กทรอกนิกส์ การฝึกฝนบุคลากรให้มีประสิทธิภาพ ส่วนสิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ คือ การอุดหนุนทางด้านการเงิน อาจจะใช้รูปแบบของกองทุน

ดวงกมล บูรณสมภพ

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ AEC