Economy and Investment

เตือนSME ไทยอาเซียนเร่งพัฒนาศักยภาพ ติดเขี้ยวเล็บ กล้าโตในต่างแดน

by ดวงกมล บูรณสมภพ

เตือนSME ไทยอาเซียนเร่งพ


สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งประกอบด้วยชาติสมาชิก 10 ประเทศ กำลังมุ่งหน้าสู่ความเป็นประชาคมเศรษฐกิจเดียวกันในปี 2558 หรือในอีกไม่ถึง 3 ปีข้างหน้าท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศยูโรโซนของสหภาพยุโรป (อียู)

ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามขึ้นว่า แล้วประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกำลังมุ่งหน้าสู่ความยุ่งยากในลักษณะเดียวกัน นั้นหรือไม่ อะไรจะเป็นหลักประกันได้ว่า อาเซียนกำลังก้าวไปสู่การเป็นประชาคมเดียวกันที่มีความเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมั่นคง ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ซึ่งดำรงตำแหน่งมาใกล้ครบวาระ (5 ปี) ในปลายปีนี้ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความเชื่อมั่นในพัฒนาการของอาเซียนว่าจะเป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โลกได้ต่อไปในรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของอาเซียนเองที่ภูมิภาคอื่นๆก็ยังต้อง จับตามองด้วยความสนใจยิ่ง

+ บทเรียนจากยุโรป เอเชียจะเป็นตัวขับเคลื่อนศก.โลก
สิ่งแรกที่เราเรียนรู้จากวิกฤติในยุโรปก็คือ เราจะไม่บูรณาการเข้าหากันเป็นตลาดเดียวอย่างก้าวกระโดด องค์กร สถาบัน และกระบวนการต่างๆของอาเซียนต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากเรามีความแตกต่างหลากหลายระหว่างเรากับอียูซึ่งจำเป็นจะต้องบริหาร จัดการแตกต่างกัน อาเซียนเองมีรูปแบบของการปกครองที่แตกต่างในระหว่างประเทศสมาชิก ขณะที่ของยุโรปแม้จะมีความเหมือนกันและเท่าเทียมกันทั้งทางด้านระบบเศรษฐกิจ การปกครอง ค่านิยม และตัวบทกฎหมาย เขาก็ยังมีปัญหา เพราะฉะนั้นอาเซียนต้องก้าวอย่างมั่นคงทีละก้าวและระมัดระวัง

สอง คือเรื่องการมีเงินตระกูลเดียวไม่เคยอยู่ในแผนงานของอาเซียน เพราะอาเซียนตระหนักว่าแม้แต่อียูซึ่งรวมตัวกันเป็นสหภาพ ก็ยังไม่สามารถจะประคองเงินตระกูลเดียวได้ ยังมีปัญหาเรื้อรังและส่งผลกระทบไปทั่วโลก อาเซียนซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายกันอย่างนี้ ก็คงจะไม่อยู่ในฐานะที่จะบริหารจัดการเศรษฐกิจที่เป็นหนึ่งเดียวโดยเงิน ตระกูลเดียวได้ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอาเซียนก็คือ อาจจะมีเงินบางตระกูลซึ่งเป็นที่ยอมรับในภูมิภาค ซึ่งมันจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่จะไม่มีการกำหนดขึ้นเป็นตระกูลเงินอาเซียน

นอกจากนี้ อาเซียนเอง จะต้องคำนึงว่าตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกา คงจะเป็นที่พึ่งตลอดไปไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำคือ เราจะต้องสร้างอุปสงค์ สร้างตลาดของตัวเองในแต่ละประเทศในภูมิภาคของเราเอง นั่นก็คือสิ่งที่เรากำลังพยายามทำอยู่ในขณะนี้ คือการสร้างประชาคมเศรษฐกิจ เริ่มด้วยอาเซียน แล้วค่อยๆผูกโยงเศรษฐกิจใหญ่ๆเข้าหากัน เพื่อที่จะเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่มีความมั่นคง มีตลาดของตัวเอง มีเทคโนโลยีในการผลิตของตัวเอง มีระบบและเครือข่ายการผลิตและการกระจายสินค้าของตนเองซึ่งมันค่อยๆเกิดขึ้น อย่างระมัดระวังอย่างต่อเนื่องและมั่นคง

รวมกันแล้วประเทศในเอเชียตะวันออก คือ อาเซียน+6 (10ประเทศอาเซียน + อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รวมเป็น 16 ประเทศ) มีประชากรประมาณ 3,000 ล้านคน จีดีพีรวมกันประมาณ 16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เราอาจจะรวมกันได้เพราะเรามีข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ร่วมกันหมดแล้ว 16 ประเทศนี้ปัจจุบันค่อยๆ บูรณาการแล้วก็จะกลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจแห่งเอเชียตะวันออก ซึ่งขณะนี้ใช้ตัว e และ c ตัวเล็กไปก่อน เป็น economic community ที่ยังไม่ใช่เป็นทางการหรืออย่างเต็มรูปแบบ แต่ว่าจะค่อยๆก้าวไปข้างหน้า เป็นประชาคมเศรษฐกิจในความหมายที่ว่า เรามีการค้าขายระหว่างกันมากขึ้น มีการแลกเปลี่ยนสินค้าและมีการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น

นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นและจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั่วโลกให้ความสนใจและให้ความสำคัญ เหตุผลเพราะว่าขณะนี้ เอเชียตะวันออกเป็นหัวรถจักรของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกเพียงภูมิภาคเดียว เพราะที่อื่นอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างจะระส่ำระสาย เราก็ใช้เวลาที่เขาค่อนข้างจะระส่ำระสายนี้มาสร้างตลาดและอุปสงค์ของเราเอง ซึ่งเป็นไปได้ดีพอสมควร เราจึงเป็นภูมิภาคที่คอยประคองเศรษฐกิจโลกอยู่ และทุกคนก็อยากจะให้เราทำหน้าที่นี้ต่อไป เพราะว่าเขาเองคงต้องใช้เวลา

+พัฒนาการอาเซียนทิศทางบวก ไทยช้าในการลงทุนต่างประเทศ
ผมคิดว่าในแง่ของวิสัยทัศน์ ในแง่ของความมุ่งมั่นที่เราให้ต่อแนวคิดของอาเซียนนั้น ทั้ง 10 ประเทศตื่นตัวและได้รับการยอมรับสนับสนุนจากทั่วโลก จะเห็นได้ว่าเวทีของอาเซียนคือเวทีที่ทุกคนอยากจะเข้ามาร่วม ขณะนี้มีทูต 64 คนจาก 64 ประเทศมาประจำที่จาการ์ตา (เมืองหลวงของอินโดนีเซีย และเป็นที่ตั้งของสำนักเลขาธิการอาเซียน) เพื่อทำงานร่วมกับอาเซียน เพราะทุกคนหวังตลาดอาเซียน ตลาดของประชากร 600 ล้านคน ที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น มีชนชั้นกลางที่ขยายตัว นอกจากนี้อาเซียนยังอยู่ตรงกลางระหว่างจีนและอินเดีย จึงเป็นจุดที่ทุกคนอยากจะเข้ามามีส่วนได้รับประโยชน์จากการค้า การลงทุน การผลิต ในตลาดอาเซียน นี่คือสิ่งที่เราเห็นค่อนข้างชัดเจน
แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือความพร้อมของแต่ละประเทศอาเซียนในการที่จะเอา ประโยชน์จากเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ต่างๆที่เราตกลงกัน เช่นเรื่องการลดภาษีระหว่างกัน ภาคธุรกิจเอกชนในบางประเทศยังไม่ใช้สิทธิประโยชน์เหล่านี้อย่างเต็มที่ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งในปีที่แล้ว (2554) กระทรวงพาณิชย์บอกว่า ภาคเอกชนไทยยังไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ต่างๆจากข้อตกลงอย่างเต็มที่ นอกจากนี้เรายังช้าในเรื่องของความสามารถในการแข่งขัน ความพร้อมที่จะออกไปร่วมลงทุนหรือควบรวมกิจการในประเทศอื่นๆของอาเซียน ขณะที่บางประเทศเขาทำได้ดี ทำได้เร็ว และทำได้อย่างมีประสิทธิภาพในเรื่องเหล่านี้มากกว่าไทย ทัศนคติเกี่ยวกับการออกไปลงทุน ออกไปแข่งขันในตลาดที่กว้างขึ้น ไทยเรายังรีรออยู่ เรายังไม่มีทัศนคติที่จะออกไปเติบโตในต่างแดน

เรื่องเหล่านี้เรารอไม่ได้ ช้าไม่ได้ เพราะพื้นที่จะถูกยึดครองโดยประเทศที่เขาบุกเข้าไปก่อน และทุนจากต่างประเทศก็เข้ามาเพิ่มมากขึ้นทุกปี เช่น ปีที่แล้ว (2554) เข้ามา 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในจำนวนนั้น 70% คือการลงทุนในภาคบริการ ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นอะไรหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ มันสะท้อนว่าชนชั้นกลางของอาเซียนต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต้องการเรื่องการศึกษา การรักษาพยาบาล โลจิสติกส์ โทรคมนาคม การก่อสร้าง การขนส่ง ฯลฯ เรื่องเหล่านี้เป็นบริการที่ชนชั้นกลางของอาเซียนที่กำลังเติบโตและมีกำลัง ซื้อเพิ่มขึ้น มีความต้องการมากขึ้น จึงเป็นภาคธุรกิจที่ต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุน

++แนะตั้งกองทุนหนุนSme บุกตลาดอาเซียน
ฉะนั้น สิ่งที่อาเซียนต้องเตรียมตัวให้พร้อมก็คือ เราต้องมีการพัฒนาคนให้มีความรู้ ความตระหนัก และให้มีความสามารถเพิ่มขึ้นในการแข่งขัน เพราะเราต้องแข่งขันกับคนอื่นและตลาดอื่น เพราะว่า 600 ล้านคนนี้คือตลาด 10 เท่าที่ใหญ่ขึ้น สำหรับเศรษฐกิจไทย 600 ล้านคนคือตลาดที่เกี่ยวโยงกับอินเดียอีก 1,200 ล้านคน กับจีนอีก 1,300 ล้านคน กับออสเตรเลีย กับญี่ปุ่น กับเกาหลีใต้ เราจะเห็นว่ามันเป็นภูมิภาคที่เจริญเติบโตก้าวหน้าและมันจะเป็นแหล่งผลิต สินค้า การบริการ การลงทุนของโลกที่สำคัญยิ่ง เราอยู่ตรงนี้คือจุดกึ่งกลางที่จะผูกโยงกับอีกหลายประเทศที่สำคัญ

ฉะนั้นถ้าหากว่าเราไม่พร้อม การเป็นจุดยุทธศาสตร์อยู่ตรงกลาง ไม่ว่าจะเป็นไทยอยู่กึ่งกลางอาเซียนหรืออาเซียนอยู่กึ่งกลางภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกทั้งหมด เราก็จะไม่ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากเงื่อนไขต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ใน ขณะนี้ สำหรับประเทศไทยนั้น การจะให้เอกชนบุกออกไป โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ควรจะได้รับการสนับสนุนจากนโยบายของภาครัฐด้วย ไม่ใช่ว่าออกไปแล้วเจ็บตัวหรือไม่มีพี่เลี้ยง ซึ่งผมเห็นว่าควรจะมีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนเอกชนไทยเพื่อการลงทุนในตลาด อาเซียน และได้เคยมีการนำเสนอแนวคิดนี้ต่อนายกรัฐมนตรีของไทยไปแล้วในการประชุมสุด ยอดของอาเซียนที่ประเทศกัมพูชาครั้งที่ผ่านมา
ปัญหาระหว่างประเทศสมาชิกเป็นเรื่องปกติที่เราจะต้องค่อยๆแก้ไขไป เพราะว่าพื้นที่ใดก็ตามแต่ที่ไม่มีความสงบ ไม่มีความราบรื่น ไม่มีเสถียรภาพ ก็ย่อมกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนและความเชื่อมั่นของนักธุรกิจที่มีต่อ ภูมิภาค เพราะฉะนั้นอาเซียนต้องให้ความสนใจที่จะแก้ไขปัญหา ซึ่งกลไกแก้ไขข้อพิพาทต่างๆของอาเซียนที่ทำอยู่ในขณะนี้ก็สามารถที่จะลดความ ขัดแย้งและลดความรุนแรงลงได้ ลองคิดถึงอาเซียนเมื่อ 45 ปีที่แล้ว ลองคิดถึงภูมิภาคนี้ถ้าไม่มีอาเซียน เราก็คงจะมีปัญหามากกว่านี้เยอะ ดังนั้นกลไกแก้ปัญหาข้อพิพาทของอาเซียนนั้นมันก็สามารถสร้างบรรยากาศและความ พร้อม เพื่อที่จะให้การลงทุน การค้า และการแลกเปลี่ยนสินค้าต่างๆ เป็นไปได้อย่างราบรื่น เท่าที่ผ่านมา เราก็ทำได้ดีพอสมควรและภูมิภาคอื่นๆ ก็เฝ้ามองอยู่ด้วยความสนใจและอยากจะทำคล้ายๆกับอาเซียนบ้างเช่นกัน

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,749 17-20 มิถุนายน พ.ศ. 2555


 

ดวงกมล บูรณสมภพ

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ AEC