Related Articles

‘กิตติรัตน์’แนะธุรกิจประกันทำงานเชิงรุกรับ AEC

by ดวงกมล บูรณสมภพ

‘กิตติรัตน์’แนะธุรกิจประ


นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาเรื่อง”เออีซี โอกาสหรือวิกฤต…ประกันชีวิตไทย” จัดโดย สมาคมประกันชีวิตไทย และ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า การตื่นตัวที่จะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 นั้นถือว่ามีทั้งดีและน่าเป็นห่วง โดย เออีซีจะทำให้ตลาดมีขนาดใหญ่ขึ้น ธุรกิจจะเติบโตเร็วขึ้น แต่เป็นห่วงว่าเมื่อตลาดใหญ่จะนำไปสู่การแข่งขันที่รุนแรง แม้ไทยจะเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลาง ก็ต้องพัฒนาให้สามารถรองรับการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีทั้งภาคแรงงาน บริการ และที่ขาดไม่ได้คือ การศึกษา ที่สำคัญหากยึดแนวทางตั้งรับอย่างเดียวก็มีแต่รอคำว่าแพ้

ดังนั้นไทยจะต้องทำงานเชิงรุกเพื่อให้เติบโตไปพร้อมๆกัน และขอยืนยันว่าการเป็นเออีซี จะไม่ใช้เงินสกุลเดียวเหมือนกลุ่มอียู เนื่องจากการใช้เงินสกุลเดียวจะมีผลต่อเศรษฐกิจ ส่วนฝ่ายกำกับดูแลหรือเรกูเลเตอร์และภาคราชการต้องมีบทบาทสำคัญซึ่งต้องมี การหารือกันต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการมีความเข้มแข็ง

นายสุทธิ รจิตรังสรรค์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาธุรกิจประกันชีวิตเติบโตได้ช้า ค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อเปิดกว้างให้สามารถถือหุ้นจาก 25% เป็นไม่เกิน 49% ถือเป็นจุดที่ทำให้ภาคธุรกิจตื่นตัว จากเดิมที่มีใบอนุญาตการประกอบธุรกิจที่ 12 เพิ่มอีก 13 นั่นจึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

ทั้งนี้การเปิดเสรีอาเซียนโดยไทยตั้งรับนั้นถือว่าน่าเป็นห่วงสำหรับ ธุรกิจประกันไทย เพราะประเทศอาเซียนด้วยกันมีความหลากหลายทางด้านเศรษฐกิจมีการพัฒนาที่ต่าง กัน หากมองภาคการเงินและประกันแล้วไทยยังตามหลังสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่ง 2 ประเทศนี้ถือว่าได้เปรียบหากเปิดเสรีอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะเรื่องกฎเกณฑ์ภาคการเงิน รวมถึงความเชี่ยวชาญทางด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์สมัยใหม่ นอกจากนี้ยังมีเรื่องภาษาที่ได้เปรียบ รวมถึงอัตราเบี้ยประกันที่ต่ำกว่าไทย เช่นกรณีมรณะ คิดอัตราเบี้ยได้ถูกกว่าไทย 20-30% ซึ่งถือว่าไทยเสียเปรียบ

“อยากให้ภาครัฐคงนโยบายให้ประชาชนสามารถซื้อประกันชีวิตเพื่อนำไปลดหย่อน ภาษีช่วงปลายปี โดยสงวนไว้สำหรับคนไทยและบริษัทประกันไทย เชื่อว่าการใช้นโยบายเป็นสิ่งทำได้ แต่ละประเทศก็คงนำมาใช้ตามความเหมาะสม และที่สำคัญการซื้อประกันชีวิตนั้นกรณีรายบุคคลจะต้องมีรายได้สูงด้วย แต่ขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้กำหนดทิศทางการลงทุนที่ชัดเจน”

นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่าการเปิดเสรีด้านการประกันภัยนั้น คปภ. อยากเห็นประกันภัยไทยพัฒนาให้เกิดความแตกต่าง เพราะในอีก 20 ปีข้างหน้าหรือปี 2030 จีดีพีเอเชีย จะสูงขึ้นถึง 300 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 43% ของโลก ดังนั้นขึ้นอยู่กับว่าเอกชนไทยจะมองเห็นโอกาสตรงนี้หรือไม่

“คปภ.จับตาว่าอนาคตอาจเกิดขึ้น คือ การซื้อประกันผ่านระบบออนไลน์ เป็นจุดอ่อนทำให้ผู้ซื้อได้รับความคุ้มครองที่ไม่ครอบคลุม เพราะบริษัทนั้นๆ อาศัยช่องว่างโดยการไม่เข้ามาตั้งสำนักงาน คนที่ซื้ออาจเสี่ยงการถูกละเมิดไม่ได้รับความคุ้มครอง ดังนั้น ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการตั้งสาขาจะเป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูแลเป็นพิเศษ ข้อนี้จะอยู่ในแผนพัฒนารองรับการเปิดเสรีภาคประกันภัยอีกด้วย ส่วนแนวโน้มไทยน่าจะเปิดเสรีประกันภัยได้ใกล้เคียงปี 2015 แม้จะถูกมองว่าธุรกิจประกันภัยไม่เร่งรัดเหมือนกับภาคการเงินก็ตาม”

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,749 17-20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ดวงกมล บูรณสมภพ

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ AEC