Related Articles

สรุปปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เปิดมุมมองเศรษฐกิจไทย ในกรอบอาเซียน”

by ดวงกมล บูรณสมภพ

สรุปปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “


นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เปิดมุมมองเศรษฐกิจไทยในกรอบอาเซียน” ว่า การรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ในปี 2558 นั้น ภาคธุรกิจไทยควรจะไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อใช้โอกาสในเรื่องการลดต้น ทุนการลงทุนเช่นค่าแรง ทรัพยากร และวัตถุดิบ เนื่องจากข้อจำกัดด้านการลงทุนในประเทศไทยที่ค่าแรงสูงขึ้น ขณะเดียวกัน สัดส่วนการลงทุนของต่างประเทศในประเทศไทยที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไทยน้อยลงเช่นเดียวกัน เทียบกับในประเทศเพื่อนบ้านซึ่งกำลังเป็นประเทศที่มีการเติบโตสูงมาก และมีประชากรมาก เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และเวียดนาม โดยขาดแคลนแรงงานระดับมีฝีมือนับแสนคน และเมื่อเปิดการค้าเสรีในอาเซียน การขาดแคลนฝีมือแรงงานในระดับนี้จะรุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ “เออีซี” ยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในระดับมหภาค 3 ด้าน คือ 1.ขนาดตลาดของคนไทย ที่ปัจจุบันไม่โต จากจำนวนหัวของคนไทย หรืออัตราการเกิดใหม่ที่ไม่เพิ่มขึ้นมากนัก เมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ 2.ขนาดของแรงงาน ที่จะลดลง ซึ่งธุรกิจจะต้องมีการปรับตัวต่อวิกฤตแรงงาน 3.การออมของครัวเรือน ที่จะมีความสำคัญมากในอนาคต จากปัจจุบันอัตราการเจริญพันธุ์จำนวนเด็กที่น้อยลง มีจำนวนคนแก่เพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น ทั้งสามเรื่องถือเป็นนโยบายเศรษฐกิจประเทศที่จะมีความสำคัญมากด้วยมีผลกระทบ ต่อทุกภาพรวมเศรษฐกิจ ทั้งการผลิต การจ้างงาน โดยเฉพาะการออมทรัพย์ ซึ่งจะสำคัญมากสำหรับทุกคนในประเทศไทย

ขณะที่โจทย์ของประเทศไทย ที่สำคัญตอนนี้ คือ 1.การพัฒนาประเทศไทยอย่างไรในช่วงที่กำลังไปสู่ยุคเปลี่ยนแปลงจากโครงสร้าง เดิม คือ คนงาน+ความรู้+ทุนต่างประเทศ และ 2.ภาระ (เงินเฟูอ) จากบ้านสังคม ผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ที่จะต้องวางแผนจัดการอย่างยั่งยืน

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวในหัวข้อสรุปภาพรวมความคืบหน้าการเปิดเสรี “เออีซี”ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จากโลกาภิวัตน์ เทคโนโลยี ที่ผลักดันให้เกิดเสรีการค้าเศรษฐกิจอาเซียน ภายใต้กรอบใหญ่ องค์การการค้าโลก (WTO) ในหลักของการสร้างการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม ซึ่งในปี 2555 นี้ ลาวจะเป็นประเทศสมาชิกล่าสุดของ WTO ขณะที่ในปี 2558 ฐานของอาเซียนจะอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะที่เป็นเลขาธิการอาเซียน ที่จากนี้ไปประเทศสมาชิกจะต้องสร้างข้อผูกพันทางเสาเศรษฐกิจที่เรียกว่า “อาเซียน บลูพรินต์”จากการที่นักลงทุนเกิดการย้ายฐานการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกอา เซียนได้ง่ายขึ้น จากมาตรการภาษีการลงทุน(บีโอไอ) ที่จะมีการเปรียบเทียบต้นทุน จากสภาวะแวดล้อมการลงทุนที่ทำได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันจะทำให้สุขภาพดี แต่จะต้องสร้างเครือข่าย มีการเชื่อมโยงระหว่างกันโดยเฉพาะในหน่วยงานรัฐ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม จะต้องบวกกัน เช่นเดียวกับในต่างประเทศ ซึ่งรวมกันระหว่าง 2 กระทรวงเพื่อความคล่องตัวและประสานการทำงานเชิงนโยบายเศรษฐกิจที่สอดคล้อง กัน

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวในเรื่อง”เศรษฐกิจไทยพร้อมหรือยังรับมือเออีซี” ว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องเร่งพัฒนาในหลายๆ ด้านเพื่อรับการแข่งขันไม่เฉพาะในอาเซียนเท่านั้น แต่จากหลายๆ ประเทศที่มีข้อตกลงการค้ากับอาเซียน เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีอินเดีย ซึ่งในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสทางการค้าของไทยด้วย เพราะตลาดเปิดกว้างขึ้น จากการที่รัฐบาลมอบหมายให้ สศช.ทำการศึกษาผลกระทบและโอกาสจากการเปิดเสรีอาเซียน ในการศึกษาเบื้องต้นพบว่าอุตสาหกรรมบางประเภทจำเป็นต้องย้ายฐานการลงทุนไปใน อาเซียนเพื่อใช้แรงงานและวัตถุดิบ เปิดตลาดในประเทศนั้นๆ และการตั้งเขตเศรษฐกิจทวาย ทำให้ในอนาคตอันใกล้จะมีการย้ายการลงทุนของอุตสาหกรรมหนักบางประเภท

อย่างไรก็ตาม ในทุกอุตสาหกรรมจะไม่ได้ย้ายฐานไปที่ทวายทั้งหมด ซึ่งประเทศไทยมีอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อาหารเหล็ก อิเล็กทรอนิกส์ การประกอบรถยนต์ซึ่งจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรองรับในด้านต่างๆ เช่น 1.ประเทศไทยต้องพัฒนาอุตสาหกรรมระยะต่อไป จากพื้นฐานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ 2.การปรับตัวของอุตสาหกรรมที่ไทยเสียเปรียบ เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ 3.การพัฒนาทางด้านโลจิสติกส์ 4.การพัฒนาพลังงานทดแทน ให้มีการใช้มากขึ้น

ที่มา : โพสต์ทูเดย์

ดวงกมล บูรณสมภพ

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ AEC