Economy and Investment

ประสบการณ์และเรื่องเล่าทุนไทย ที่ไปลงทุนที่เวียดนาม

by ดวงกมล บูรณสมภพ

ประสบการณ์และเรื่องเล่าท


ด้วยประชากรเกือบ 90 ล้านคนในเวียดนาม กับประเทศที่ยังไม่พัฒนามากนัก ทำให้เป็นตลาดใหญ่ที่น่าจับตามองจากกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจในเมืองไทย และที่ผ่านมา ก็มีนักธุรกิจทั้งรายเล็กรายใหญ่ เข้าไปปักธงชัยในประเทศนี้กันแล้ว ล่าสุด “สยามธุรกิจ” ได้เดินทางศึกษาดูงาน ณ เมืองโฮจิมินท์ ประเทศเวียดนาม ภายใต้โครงการอบรมให้ความรู้ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) หลักสูตรเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2558 (AEC) และได้พบกับบรรดาผู้ประกอบการไทยที่ให้คาแนะนำสำหรับนักธุรกิจที่สนใจจะเข้า ไปลงทุนในเวียดนาม

ธนาคารกรุงเทพเป็นธนาคารต่างชาติรายแรกที่เข้ามาในเวียดนาม เริ่มต้นจากเป้าหมายในการช่วยเหลือนักธุรกิจไทยที่เข้ามาทำธุรกิจในเวียดนาม ปัจจุบันมี 2 สาขา คือ ฮานอย และโฮจิมินท์ ปัจจุบันลูกค้าของธนาคารกรุงเทพในเวียดนาม มาจากคนไทย 40% ชาวเวียดนาม 30% ที่เหลือคือชาวต่างชาติ โดยเฉพาะไต้หวันซึ่งให้ความสนใจเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก โดยธนาคารให้บริการเฉพาะลูกค้าองค์กร ยังไม่มีบริการสำหรับลูกค้าทั่วไป

นายธาราบดี ซึ้งอดิชัยวิทย์ ผู้จัดการทั่วไปธนาคารกรุงเทพ ประเทศเวียดนาม กล่าวว่า ปัจจุบันนักธุรกิจไทยเข้ามาทำธุรกิจในเวียดนามอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเวียดนามในวันนี้มีความคล้ายคลึงกับเมืองไทยเมื่อ 10-15 ปีที่แล้ว โดยเป็นประเทศที่กำลังเติบโตและมีความน่าสนใจในการลงทุนจากค่าแรงที่ถูก หรือ ประมาณ 100 ดอลล่าสหรัฐต่อเดือน รวมทั้งยังมีการเมืองที่นิ่ง ทำให้ทุกวันนี้ กลุ่มนักลงทุนชาวต่างชาติที่เคยลงทุนในเมืองไทยหันมาให้ความสนใจในการตั้ง โรงงานในเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มญี่ปุ่นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ยังเป็นปัญหาในการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม คือ กฎเกณฑ์ที่ไม่ชัดเจนและปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ อีกทั้งระบบสาธารณูปโภคที่ยังไม่สมบูรณ์พร้อม อาทิ การขนส่งทางบกที่ยังมีต้นทุนสูง หรือปัญหาไฟฟ้าที่ยังดับอยู่เสมอ อีกทั้ง ยังเริ่มเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานในเขตที่มีอุตสาหกรรมกระจุกตัวอยู่ เป็นต้น นอกจากนั้น เรื่องของสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกรายต้องคำนึงถึงอย่างมากในการเข้ามาทำธุรกิจใน เวียดนาม

กรณีศึกษาที่น่าสนใจ เกิดขึ้นเมื่อบริษัทผู้ผลิตผงชูรสที่ทำธุรกิจในเวียดนามมานานถึง 20 ปี ถูกรัฐบาลเวียดนามปรับประมาณ 240 ล้านบาทในกรณีการปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ แต่เหตุการณ์ไม่ยุติเพียงเท่านั้น เพราะรัฐบาลได้ช่วยเหลือประชาชนในการฟูองร้องเรียกค่าเสียหายต่างๆอีก 600 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าประเด็นทางสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามได้ในการเข้ามาทำธุรกิจในประเทศเวียดนาม

นายมงคล บัณฑรรุ่งโรจน์ รองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยคอร์ป อินเตอร์เนชั่นแนลเวียดนาม จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเริ่มต้นทำตลาดปลากระป๋องตราสามแม่ครัวในเวียดนามเมื่อ 19 ปีที่ผ่านมา โดยช่วงแรกใช้เวลาถึง 8 ปีก่อนที่จะประสบความสำเร็จ จนกลายเป็นเบอร์ 1 ในเวียดนามในขณะนี้ และมีกำลังผลิตเหลือพอที่จะส่งกลับไปขายในไทยอีกประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี ขณะนี้ยังมีแผนการเปิดโรงงานแห่งที่ 2 อีกด้วย

นอกจากนั้นบริษัทฯยังเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าให้กับเครื่องดื่มกระทิงแดง และไม่นานมานี้ ได้ร่วมทุน กับ บมจ.เบอร์ลี่ยุคเกอร์ (BJC) ขยายธุรกิจด้านการจัดจำหน่ายในตลาดเวียดนาม อาทิ กระดาษเซลล็อกซ์, กลุ่มสแน็ก และกลุ่มเครื่องดื่มใหม่ๆ เป็นต้น โดยมีแผนการก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าในเมืองโฮจิมินท์ ภายในใต้งบลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท บนพื้นที่ 13,000 ตารางเมตร โอกาสของการขยายตลาดหรือการลงทุนสำหรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไม่ใช่เรื่อง ใหม่ เนื่องจากไทยมีการค้าขายและลงทุนในต่างประเทศมนานแล้ว แต่หลังจากนี้ถือเป็นการปลดล็อกกฎเกณฑ์ทำให้ดำเนินธุรกิจสะดวกขึ้น ทั้งนี้โอกาสของสินค้าไทยมาจากภาพลักษณ์ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค ในเวียดนาม

ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการขยายลงทุนไปสู่ธุรกิจค้าปลีก เพื่อต่อยอดธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมองหาพื้นที่เขต 1 ซึ่งเป็นบริเวณศูนย์กลางธุรกิจของเมืองโฮจิมินห์ เพื่อตั้งร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ คาดว่าจะใช้พื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นตารางเมตร และน่าจะตั้งได้ภายใน 6 เดือนจากนี้

กลยุทธ์การขยายธุรกิจของไทยคอร์ปฯ มีทั้งการลงทุนด้วยตัวเองและการเข้าซื้อกิจการ(M&A) ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการเจรจาซื้อกิจการศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ของ เวียดนาม เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตบริษัทยังมองโอกาสที่ขยายการลงทุนในทุก ๆ ด้านที่เกี่ยวข้อง เช่น การผลิตสินค้าที่มียอดขายสูงในเวียดนาม เพื่อทดแทนการนำเข้า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ลงได้มาก

นายสันติ เจาตระกูล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทอลิอันซ์ วัน แอพพาเรล จำกัด กลุ่มธุรกิจการ์เม๎นท์จากเมืองไทยที่ย้ายฐานการผลิตมายังเวียดนาม เปิดเผยว่า การผลิตเสื้อผ้าในเวียดนามมีต้นทุนที่ถูกกว่าเมืองไทย 30-40% เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้กลุ่มโรงงานผลิตเสื้อผ้าหรือรองเท้าจากเมืองไทย ย้ายฐานการผลิตมาที่นี่ และกล่าวได้ว่า ปัจจุบันแบรนด์กีฬาที่มีชื่อเสียง อย่างอาดิดาส ไนกี้ หรือพูมำ ได้ย้ายมาเวียดนามเกือบ 100% แล้ว

อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นในการมาลงทุนสร้างโรงงานผลิตในเวียดนาม เบื้องต้นคือสื่อสารกับคนงาน ส่วนปัญหาขาดแคลนแรงงานคาดว่าจะไม่เกิดขึ้นในเร็วๆนี้ โดยคาดว่าจะมีแรงงานเพียงพอต่อความต้องการไปอีก 10 ปี อีกทั้งแรงงานชาวเวียดนามยังมีความขยัน ตั้งใจ และสามารถพัฒนามือให้เทียบเท่าหรือดีกว่าแรงงานไทยได้โดยปัจจุบันโรงงานผลิต ของบริษัทฯมีพนักงาน 4,700 คน กำลังผลิต 700,000 ตัวต่อเดือน โดยต่อจากนี้ไปยังมีแผนขยายโรงงานในเวียดนามและประเทศอื่นๆ อาทิ อินโดนีเซีย

นายโฉลกพร ผลชีวิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีนาคราฟท์ เปเปอร์ จำกัด ในเครือเอสซีจี เปิดเผยว่า เอสซีจีเป็นหนึ่งธุรกิจจากเมืองไทยที่ประสบควาสเร็จในการเข้ามาลงทุนใน เวียดนาม รวมมูลค่าการลงทุน 1.1 หมื่นล้านบาท จาก 17 บริษัท ใน 5 กลุ่มธุรกิจ โดยมีคาแนะนำว่า อุปสรรคที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจในเวียดนามคือ การขนส่ง เนื่องจากความไม่พร้อมของถนนหนทางและการจำกัดความเร็วในการขับขี่ยานพาหนะ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสอีกมากในการเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะค่าแรงที่ถูก เหมาะกับอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีสูงมาก เช่น เสื้อผ้า รองเท้า ฯลฯ

ทั้งนี้ผู้ที่จะมาลงทุนในเวียดนาม ควรเริ่มจากการส่งสินค้าเข้ามาขายก่อน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการตลาด ส่วนเทคโนโลยีที่ยังไม่มีในเวียดนาม จำเป็นต้องนาบุคลากรจากประเทศไทยเข้ามาเพื่อฝึกทักษะให้กับคนงานด้วย อีกทั้งต้องตระหนักว่าลูกค้าหรือข้าราชการที่ต้องทำการประสานงาน พูดภาษาอังกฤษไม่ได้จำเป็นต้องมีลำมเพื่อสื่อสารที่เข้าใจตรงกัน 100%

ที่มา : สยามธุรกิจ

ดวงกมล บูรณสมภพ

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ AEC