Economy and Investment

บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์ "แนวโน้มผลผลิตภาคอุตสาหกรรมปี 2556

by Editor Aectourismthai

ปี’56 คาดไทยทำรายได้ท่องเที่ยวกว่าล้านล้านบาท


บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์ "แนวโน้มผลผลิตภาคอุตสาหกรรมปี 2556: แม้ขยายตัวดีขึ้น...แต่ต้องเตรียมรับมือต้นทุนและค่าเงิน"


ประเด็นสำคัญ
•ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมไทยเติบโตในช่วงเดือนสุดท้ายของปี 2555 ต่ำกว่าคาดที่ร้อยละ 23.4 (YoY) แต่ยังช่วยประคองให้ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมทั้งปี 2555 พลิกกลับมาขยายตัวร้อยละ 2.5 จากที่หดตัวร้อยละ 9.1 ในปี 2554
•ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สัญญาณการฟื้นตัวของประเทศแกนหลักที่เริ่มปรากฎชัดขึ้น น่าจะค่อยๆ ส่งผ่านผลบวกมาที่ความต้องการสินค้าจากไทย ซึ่งจะหนุนให้ภาคการผลิตในปี 2556 ขยายตัวดีขึ้นมาที่ร้อยละ 4.5 แม้บางธุรกิจอาจต้องระมัดระวังแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตมากขึ้นก็ตาม
•อุตสาหกรรมพึ่งพาแรงงาน อาทิ สิ่งทอ/เครื่องนุ่งห่ม แก้ว/เซรามิก ยังเสี่ยงสูง ทั้งจากต้นทุนการผลิตขาขึ้นและทิศทางการแข็งค่าของเงินบาท

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน ธ.ค.2555 เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.4 (YoY) จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยแม้จะเป็นการปรับเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 แต่ก็ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 32.0 และชะลอลงจากที่เร่งตัวสูงถึงร้อยละ 82.3 (YoY) ในเดือนพ.ย. นอกจากนี้ ระดับการผลิตในภาคอุตสาหกรรมยังกลับมาหดตัวลงร้อยละ 6.3 (MoM) จากเดือนก่อนหน้า นำโดย การชะลอการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ยาสูบ เหล็กและผลิตภัณฑ์ และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวที่ล่าช้าของภาคอุตสาหกรรมไทย อย่างไรก็ตาม การทยอยฟื้นตัวของประเทศคู่ค้าหลัก น่าจะเป็นแรงหนุนให้การผลิตในภาคอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัวดีขึ้นในปี 2556
        กระนั้น สภาพแวดล้อมทางธุรกิจในระยะข้างหน้า ยังอาจเผชิญปัจจัยท้าทายหลายด้าน ทั้งการจัดการกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนความผันผวนของทิศทางค่าเงินบาท ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลต่อสถานะการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย


ค่าแรง ค่าไฟฟ้าและเชื้อเพลิง และวัตถุดิบ...ตัวการผลักดันต้นทุนผู้ผลิต

    แม้ว่าต้นทุนการผลิตเฉลี่ยจะทยอยปรับตัวขึ้นและสร้างความกังวลต่อภาคธุรกิจมาโดยตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าสถานการณ์ดังกล่าว อาจทวีแรงกดดันต่อภาคธุรกิจไทยมากขึ้นในปี 2556 เนื่องจากมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำและค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) เพิ่มขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ แนวทางการทยอยปรับลดการอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศ รวมทั้งความผันผวนของราคาวัตถุดิบจากภาวะภัยธรรมชาติที่คุกคามพื้นที่เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ทั้งในประเทศและในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือกับแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างรอบด้านให้พร้อมมากขึ้น 
    ต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้น การปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วันทั่วประเทศตั้งแต่ในวันที่ 1 ม.ค. 2556 ส่งผลทำให้ระดับค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.5 (ต่อเนื่องจากที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.6 ในปี 2555) ในปี 2556 ซึ่งนอกจากจะทำให้ภาคธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนค่าแรงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนแล้ว ยังเพิ่มช่องว่างระหว่างต้นทุนแรงงานของไทยและประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เช่น พม่า กัมพูชา และลาว ให้ขยายกว้างมากขึ้น อีกด้วย


    ต้นทุนค่าไฟฟ้าและเชื้อเพลิง โดยในส่วนของค่า Ft มีการปรับขึ้นไปแล้ว 4.04 สตางค์/หน่วยในงวดเดือนม.ค.-เม.ย. 2556 ขณะที่ การปรับโครงสร้างและทยอยลดการอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศ (โดยเฉพาะก๊าซ LPG ภาคขนส่งและครัวเรือน และราคาน้ำมันดีเซล) ที่อาจเกิดขึ้นในปีนี้ ก็น่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตและต้นทุนค่าขนส่งของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นอย่างยากจะหลีกเลี่ยง  
    ต้นทุนวัตถุดิบ ก็มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคาวัตถุดิบทางการเกษตรที่ค่อนข้างผันแปรไปตามความแปรปรวนของสภาพอากาศทั้งในไทยและประเทศผู้ส่งออกอื่นๆ เช่น อินเดีย บราซิล และออสเตรเลีย เป็นต้น

 ส่องผลกระทบต้นทุนธุรกิจไทยปี 2556...หลายอุตสาหกรรมรับศึกรอบด้าน

    ต้นทุนการผลิตหลายประเภทที่ทยอยปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2556 ได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของไทยอย่างถ้วนหน้า อย่างไรก็ดี ระดับความรุนแรงของผลกระทบนั้นจะมากน้อยเพียงไร ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยแวดล้อม ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ผลกระทบของการปรับขึ้นราคาต้นทุนการผลิตที่อาจมีต่อภาคอุตสาหกรรมศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า

    อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ เฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับ อาหารและเครื่องดื่ม (โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เน้นการพึ่งพาแรงงานอย่างเข้มข้น เป็นกลุ่มที่น่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากการปรับขึ้นค่าจ้าง เนื่องจากมีต้นทุนแรงงานต่อต้นทุนทั้งหมดในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง คือเกินกว่าร้อยละ 12 ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด นอกจากนี้ หากธุรกิจดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีการปรับขึ้นค่าจ้างอย่างก้าวกระโดด เช่นในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางจังหวัดแล้ว ก็จะยิ่งเผชิญกับผลกระทบที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
    อุตสาหกรรมสิ่งทอ แก้ว เซรามิกและปูนซีเมนต์ เหล็กและผลิตภัณฑ์ และอาหารและเครื่องดื่ม (โดยเฉพาะกลุ่มการผลิตน้ำแข็งและอาหารแช่เย็นแช่แข็ง) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายการใช้พลังงานสูงถึงกว่าร้อยละ 10 ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด อาจต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น หากมีการปรับค่าไฟฟ้า Ft ในรอบระหว่างปี (จากระดับ 52.04 สตางค์/หน่วยในปัจจุบัน) ขณะที่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ ที่ต้องมีการขนส่งทั้งวัตถุดิบและสินค้าขั้นสุดท้าย (ซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งสูงกว่าร้อยละ 0.5 ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด) น่าจะมีค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งเพิ่มขึ้น หากรัฐทยอยปรับโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศตามแผนที่วางไว้
    แม้ทิศทางราคาวัตถุดิบทางการเกษตร (มีผลต่อเนื่องมายังอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง อ้อยและน้ำตาล รวมทั้งด้ายและสิ่งทอ) และชิ้นส่วนอื่นๆ ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ (อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์การแพทย์) จะเป็นส่วนที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของภาคธุรกิจ อย่างไรก็ดี ผลกระทบสุทธิจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบในส่วนนี้ อาจสามารถบริหารจัดการได้บางส่วน ด้วยการใช้ประโยชน์จากจังหวะการแข็งค่าของเงินบาท และการปรับระดับสต็อกสินค้าคงคลังให้มีความเหมาะสมกับความผันผวนของราคาในแต่ละช่วงเวลา


โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ทิศทางการผลิตภาคอุตสาหกรรมในปีนี้จะเริ่มเข้าสู่เส้นทางการฟื้นตัวที่มั่นคงมากขึ้น โดยมีความเป็นไปได้ว่า สภาวะแวดล้อมทางธุรกิจ (ทั้งการฟื้นตัวจากน้ำท่วมปี 54 และทิศทางเศรษฐกิจโลก) ที่มีทิศทางที่ดีขึ้น อาจช่วยหนุนให้ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเติบโตขึ้นร้อยละ 4.5 ในปี 2556 ซึ่งเพิ่มจากร้อยละ 2.5 ในปี 2555 ที่ผ่านมา
       
อย่างไรก็ดี ทิศทางการเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบภาคอุตสาหกรรมหลายประเภทตั้งแต่ต้นปี 2556 นี้ อาจเป็นข้อจำกัดที่สำคัญประการหนึ่งซึ่งอาจฉุดรั้งให้การฟื้นตัวไม่ราบรื่นเท่าที่ควร นอกจากนี้ ในระยะต่อไป ยังมีโอกาสที่ต้นทุนการผลิตประเภทอื่นๆ จะปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบทางการเกษตร ทั้งเมล็ดพันธุ์และอาหารสัตว์ เนื่องมาจากภาวะภัยธรรมชาติที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก โดยเฉพาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งนโยบายการทยอยลดการอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและเชื้อเพลิงของภาคอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะเดียวกัน ความต้องการสินค้าของตลาดทั้งในและต่างประเทศก็ยังคงมีตัวแปรที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ได้แก่ บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า และทิศทางค่าเงินบาท ที่อาจส่งผลความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย ดังนั้น ผู้ประกอบการก็คงต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถประคองธุรกิจให้สามารถดำเนินต่อไปได้โดยการเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมการผลิต การเปลี่ยนสถานะจากผู้รับจ้างผลิตมาเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่มีแบรนด์เป็นของตนเอง มองหาช่องว่างทางการตลาดเพื่อสร้างความแตกต่างอย่างสร้างสรรให้แก่ผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สามารถสร้างรายได้ส่วนเพิ่มได้ทันต่อภาวะต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้น ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่อาจเข้ามากระทบการดำเนินกิจการได้ทุกขณะ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรอาศัยช่วงจังหวะและประโยชน์จากการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2558 ในการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อแสวงหาต้นทุนธุรกิจราคาถูกในภูมิภาค ขณะเดียวกัน ก็เป็นการสำรวจและเปิดตลาดสู่ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนที่มีศักยภาพการเติบโตที่ดีเพื่อเป็นตลาดใหม่ และทดแทนตลาดหลักเก่าที่อาจตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อไปอีกระยะหนึ่ง


ขอบคุณเนื้อข่าว จากฐานเศรษฐกิจ
ภาพประกอบ biztempnews

Editor Aectourismthai

รวบรวมข่าวสาร AEC