Related Articles

ผลกระทบ AEC ต่อประเทศไทย

by Editor Thekob Tourismthailand.org/AEC

อดีตรองนายกรัฐมนตรีและประธานผู้แทนการค้าไทย เผยไทยมีความตื่นตัวและถือเป็นผู้นำต่อการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทั้งนี้รัฐบาลเตรียมแผนในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ขณะที่นักวิชาการเป็นห่วงเรื่องแรงงานมีฝีมือที่อาจจะย้ายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

 

ในการสัมมนาวิชาการเรื่อง ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต  นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าวว่า การก้าวเข้าสู่การรวมกลุ่มเออีซีในปี 2558 ที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆที่เปิดเสรีมากขึ้น สำหรับไทยเองถือว่ามีความตื่นตัวในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และอาจกล่าวได้ว่าเป็นผู้นำที่สำคัญกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ซึ่งในส่วนของรัฐบาลก็มีนโยบายที่มีแผนในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีในการปรับตัว รวมไปถึงให้ข้อมูลในเรื่องธนาคาร สินเชื่อ และการศึกษาโดยเฉพาะเรื่องของภาษาที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก

 

นอกจากนี้นายโอฬารยังกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการควบคู่กันไปก็คือเรื่องของการแก้ข้อกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งเป็นแนวทางที่ทุกประเทศต้องดำเนินการ เพื่อให้เกิดความสอดคล้องในการเข้าไปทำธุรกิจในแต่ละประเทศ

 

ขณะที่นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ไทยจะได้รับประโยชน์จากการค้าการลงทุนเป็นอย่างมาก ภาคธุรกิจจะขยายตัวนำไปสู่การจ้างงานที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ไทยยังขาดการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงโดยเฉพาะภาคแรงงาน ซึ่งหากมีการเปิดเสรีแล้วไทยไม่มีแรงจูงใจในเรื่องของค่าแรงก็จะส่งผลให้แรงงานที่มีฝีมือย้ายไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้านแทน

 

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยปีนี้นายอนุสรณ์คาดการณ์ว่า จะมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ระดับร้อยละ 5.8-6.5 แม้จะมีผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้น ส่งผลต่อเรื่องภาวะเงินเฟ้อในระดับร้อยละ 3.5-4.5  โดยปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจคือเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง การดำเนินนโยบายทางการคลังเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนว่าจะเป็นไปตามแผนที่ได้วางเอาไว้มากน้อยแค่ไหน ส่วนปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกอย่างภาวะเศรษฐกิจโลกก็เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเช่นกัน แม้จะมีการขยายตัวดีขึ้น แต่ปัญหาหนี้สินภาคยุโรปกลับลุกลามไปในสเปนและอิตาลีอย่างชัดเจนขึ้น ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการผ่อนคลายทางการคลังและทางการเงินควบคู่กันไปเพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะยาว และเป็นไปได้ช่วงครึ่งปีหลังอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาได้อีกร้อยละ 0.25  
 

 

Produced by Voice TV


ที่มา : http://news.voicetv.co.th/thailand/36871.html