Related Articles

“วิศวกร-สถาปนิก” ปรับสู้ สู่อาเซียน วงการมั่นใจแข่งขันได้

by Editor Thekob Tourismthailand.org/AEC

“วิศวกร-สถาปนิก” ปรับสู้

“ถนนทุกสายกำลังมุ่งสู่อาเซียน” โดยเฉพาะพม่าเพิ่งประกาศเปิดประเทศ ต้องการการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่างๆ จำนวนมาก งานก่อสร้างและพัฒนาจะเป็นโอกาสนำร่องเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องการ พัฒนาใหม่ แต่ขณะเดียวกันในกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ชาติ แม้ไทยจะมีสถานะเป็นศูนย์กลาง หากดูตามยุทธศาสตร์ทำเลที่ตั้ง การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในอีก 3 ปีข้างหน้า คงไม่ได้มีเฉพาะโอกาสที่เราจะขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แต่ย่อมหมายถึงโอกาสที่กลุ่มวิชาชีพจากประเทศเพื่อนบ้าน จะขยายเข้ามาสู่ไทยด้วยเช่นกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิชาชีพ “วิศวกรและสถาปนิก” ถือเป็น 2 วิชาชีพที่น่าสนใจอย่างยิ่ง หลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจาก 2 วิชาชีพดังกล่าว ถือเป็น 2 ใน 7 วิชาชีพที่จะเปิดเสรีให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงาน และเริ่มมีการเคลื่อนไหว พัฒนาข้อกำหนดอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นแล้ว ด้วยเหตุนี้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา จึงมีการจัดสัมมนาเวทีน้อย-ใหญ่ เนื้อหาว่าด้วยการเตรียมความพร้อมรับมือเปิดAEC ออกมาในแต่ละแขนงวิชาชีพ และล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 27 ก.ค. สมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานเสวนาหัวข้อ “เจาะลึก AEC กับวิชาชีพวิศวกรรม : ความท้าทายและโอกาส” เพื่อพยายามวิเคราะห์ถึงโอกาสของทั้ง 2 วิชาชีพหลังจากนี้ ซึ่งเวทีเสวนามองตรงกันว่า วิชาชีพวิศวกร-สถาปนิกไทย มีทั้งจุดแข็ง และยังมีจุดอ่อนที่ต้องปรับปรุงเพื่อเตรียมรับมือการรุกคืบของกลุ่มวิชาชีพ จากประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ผู้อ่านวยการสำนักการค้าบริการและการลงทุน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ วิเคราะห์วิชาชีพวิศวกร ว่า ความเปลี่ยนแปลง ของวิชาชีพวิศวกรหลังการเปิดAEC มี 2 ประเด็นหลัก คือ ความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจวิศวกร และความเปลี่ยนแปลงของแรงงานวิชาชีพวิศวกร ในส่วนความเปลี่ยนแปลงของแรงงานวิชาชีพนั้น ยังมีแนวโน้มจะเกิดปัญหาอยู่มาก เพราะวิศวกรไทยยังขาดอยู่ 3 เรื่อง เรื่องแรกคือ ภาษาพูด การสื่อสารให้เข้าใจ เรื่องที่สองคือแรงจูงใจ วิศวกรไทยจำนวนมากยังขาดแรงจูงใจในการทำงานต่างประเทศ เรื่องสุดท้ายคือ ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและกฎระเบียบในแต่ละประเทศ”วิศวกรสิงคโปร์-มาเลย์ ทั้งนี้ ภาครัฐได้พยายามสนับสนุนแรงงานวิชาชีพต่างๆ โดยกระทรวงแรงงาน กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาสวัสดิการให้แรงงานต่างชาติที่มาทำงานในไทยและ สวัสดิการแรงงานไทย ที่จะไปทำงานในต่างชาติในอนาคต อย่างไรก็ดี ภาครัฐสามารถช่วยสนับสนุนภาคเอกชนได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ภาควิศวกรต้องหาแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวเพิ่มเติมด้วย

ปัจจุบัน อาเซียนมีวิศวกรไม่ถึง 0.25% ของประชากรอาเซียนทั้งหมด ประเทศที่มีสัดส่วนผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรมากที่สุด คือ สิงคโปร์ คิดเป็น 2.1% ของประชากรทั้งประเทศ ขณะที่เทียบเป็นจำนวน เวียดนามมีวิศวกรสูงสุดอยู่ที่ 8 แสนคน รองลงมาคือ อินโดนีเซีย และไทย

นายพิสิฐ พุฒิไพโรจน์นายกสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย มองว่า ประเทศหลักๆ ที่เรายังด้อยกว่าใน AEC ได้แก่ สิงคโปร์และมาเลเซีย หากวิเคราะห์ ต่อเนื่องถึงการสนับสนุนของภาครัฐจะพบว่า ภาครัฐของทั้ง 2 ประเทศ มีนโยบายสนับสนุนเงินช่วยเหลือให้เปล่า มาตรการทางภาษี และมาตรการทางการเงิน แต่ประเทศไทยกลับยังไม่มีการช่วยเหลือที่ชัดเจนเรื่องดังกล่าว

อย่างไรก็ดี สำหรับวิชาชีพวิศวกรที่ปรึกษาการ “ไปเดี่ยว” ง่ายกว่า “ไปเป็นกลุ่ม” เพราะหากไปเดี่ยวมีเพียงใบอนุญาตก็ไปได้ แต่หากไปเป็นนิติบุคคลต้องมีมาตรฐานอื่นๆ ที่เป็นสากลอย่างครบถ้วน อีกทั้งช่วงเริ่มต้นมักมีปัญหาเรื่องการบริหารสัญญา ทั้งนี้ ผู้ประกอบการนิติบุคคล ควรขอ มาตรฐาน ISO เพื่อรับประกันคุณภาพของบริษัท และต้องมี “เพื่อน” ที่เป็นชาวประเทศนั้นๆ ด้วย โดยอาจเชิญเขามาดูงานที่ไทยก่อน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนสถาปนิกมีกฎหมายกรองรัดกุม

ขณะที่ภาคสถาปนิกนั้นดูเหมือนจะมี ความชัดเจนกว่า เพราะมีสภาสถาปนิกอาเซียน คอยรองรับ และกำหนดคุณสมบัติผู้ประกอบวิชาชีพสถาปนิกข้ามชาติแล้ว โดยนายทวีจิตร จันทรสาขา อดีตนายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ล่าสุด ข้อกำหนดที่ชัดเจนของสถาปนิกข้ามชาติ หลังการเปิดAECนั้น ถูกกำหนดว่า ต้องมีคุณสมบัติหลายประการ ได้แก่

1. จบการศึกษาสถาปัตยกรรมศาสตร์หลักสูตร 5 ปี
2. มีใบอนุญาตเป็นสถาปนิก
3. มีประสบการณ์อย่างน้อย 10 ปีนับแต่จบการศึกษา
4. เมื่อจบแล้วต้องทำงานโดยมี ใบอนุญาตอย่างน้อย 5 ปี
5. มีการพัฒนาวิชาชีพวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง (CDP)
6.ทำงานรับผิดชอบสถาปัตยกรรมสำคัญอย่างน้อย 2 ปี
7. ไม่เคยทำผิดมาตรฐานหรือจรรยาบรรณวิชาชีพ
8.ปฏิบัติตามข้อกำหนดของสภาสถาปนิกอาเซียน

สังเกตได้ว่าการข้ามชาติมีข้อกำหนดค่อนข้างละเอียดมากอย่างไรก็ดี เรื่องที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องของใบประกอบวิชาชีพสถาปนิก ปัจจุบันไทยมีสถาปนิก 17,000 คน แบ่งตามใบอนุญาต 3 แบบ คือแบบสามัญ 1,857 คน แบบภาคี 14,159 คน และแบบวุฒิ 560 คน ขณะที่ต่างประเทศมีใบประกอบวิชาชีพเพียงแบบเดียว คือแบบสามัญ หากไทยต้องรวบเหลือใบเดียว เท่ากับว่าไทยจะเหลือสถาปนิกเพียง 1,857 คน กรณีที่สถาปนิกจำนวนมากกังวลว่า ชาวสิงคโปร์หรือฟิลิปปินส์จะเข้ามาแย่งงาน สถาปนิกไทย นายทวีจิตร ย้ำว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะทั้ง 2 ประเทศมองข้ามการเข้ามาทำงานในไทยไปแล้ว เช่น กลุ่มสถาปนิกฟิลิปปินส์ มีสาขากระจายอยู่ทั่วโลก 56 สาขา แต่กลับไม่มีสาขาในไทยเลยแม้แต่สาขาเดียวอย่างไรก็ดี ไทยต้องไม่คิดว่าเราเป็น เจ้าแห่งอาเซียนเช่นกัน เพราะเมื่อเปรียบเทียบ จำนวนประชากร ไทยก็ไม่ใช่ลำดับแรก อีกทั้ง รายได้ต่อหัวก็ยังต่ำกว่าสิงคโปร์ บรูไน และ มาเลเซีย อย่างมหาศาล

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ