Related Articles

เสาการเมือง-ความมั่นคงของอาเซียนกำลังสั่นคลอน

by Editor Thekob Tourismthailand.org/AEC

เสาการเมือง-ความมั่นคงขอ


ขณะที่สังคมไทยกำลังตื่นตัวกับการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ดังจะเห็นได้จากการจัดสัมมนา ฝึกอบรมและกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับอาเซียน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในอาเซียนเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคงของเสาการเมือง-ความมั่นคงของอาเซียน (ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของประชาคมอาเซียน ที่ประกอบไปด้วยอีก 2 เสา คือ เสาเศรษฐกิจ และเสาสังคมวัฒนธรรม) และย่อมส่งผลต่อการรวมตัวในภูมิภาคเป็น AEC ไม่น้อย เหตุเกิดจากการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้อง ที่กรุงพนมเปญ เมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ประสบความล้มเหลว จากการที่ไม่สามารถออก “แถลงการณ์” ร่วมกันได้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรก “แถลงการณ์” ร่วมกันได้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปี ที่มีการจัดประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศตั้งแต่ก่อตั้งอาเซียนเป็นต้นมา โดยปกติที่ประชุมจะออกแถลงการณ์ร่วม แม้เนื้อหาส่วนใหญ่มักจะเบาบางและไม่ผูกมัดก็ตาม แต่ครั้งนี้ไม่สามารถแม้แต่ทาเช่นนั้นได้ สร้างความอึดอัดแก่ผู้เข้าร่วมประชุมทุกชาติ

ทั้งนี้ เพราะชาติอาเซียนไม่สามารถบรรลุฉันทามติในเนื้อหาของแถลงการณ์ร่วม อันมีฉันทามติในเนื้อหาของแถลงการณ์ร่วม อันมีสาเหตุมาจากประเด็นทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นข้อขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างจีนกับ 4 ชาติอาเซียน คือ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และบรูไน ที่อ้างสิทธิบางส่วนใน 2 หมู่เกาะหลัก คือ สแปรตลีย์กับพาราเซล ขณะที่จีนอ้างสิทธิทั้งหมดแม้ว่าหมู่เกาะดังกล่าวจะอยู่ห่างไกลจากแผ่นดิน ใหญ่ของจีนมากก็ตาม

การประชุมครั้งนี้ ฟิลิปปินส์ยืนกรานให้มีการระบุอย่างชัดเจนเกี่ยวกับ “แนวหินสการ์โบโรห์” ฝ่ายเผชิญหน้ากัน แต่กัมพูชาซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพการประชุมอาเซียนไม่เห็นด้วย โดยเกรงว่าแถลงการณ์ร่วมจะทำให้เกิดความร้าวฉานกับจีน ทั้งฟิลิปปินส์และกัมพูชาต่างไม่ยอมถอย ทำให้ฉันทามติตามวิถีอาเซียนไม่อาจเกิดขึ้นได้ในครั้งนี้

ทั้งฟิลิปปินส์และเวียดนามไม่พอใจกัมพูชา ที่ดูเหมือนพยายามเอาใจจีน ทั้งนี้ ประธานาธิบดีหูจิ่นเทา ได้เดินทางมาเยือนกัมพูชาตั้งแต่เดือนเมษายน นัยว่าเพื่อมาล็อบบี้สมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา มิให้นาวาระเรื่องทะเลจีนใต้เข้าสู่การประชุมอาเซียน หรือให้เป็นไปในแนวทางที่เป็นคุณกับจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือรายใหญ่แก่กัมพูชา รวมทั้งได้ช่วยสร้างทาเนียบที่เป็นสถานที่จัดประชุมในครั้งนี้ด้วย แต่ว่าไปแล้ว ชาติอาเซียนอื่นที่ไม่ใช่คู่ก็มุ่งหวังผลประโยชน์จากจีน ไม่ว่าจะด้านการค้า การลงทุน ตลอดจนความช่วยเหลือต่างๆ โดยเฉพาะจากการที่จีนถูกคาดหวังให้เป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐ และที่ยูโรโซนในปัจจุบัน

หลังจากความล้มเหลวในการประชุมอาเซียนครั้งนี้ นายมาร์ตี้ นาตาเลกาว่า รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ได้พยายามประสานรอยร้าว แต่ดูเหมือนยังไม่สามารถช่วยให้อะไรดีขึ้น ล่าสุด นายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยังออกมากล่าววิพากษ์วิจารณ์ฟิลิปปินส์กับเวียดนาม ว่า เป็นต้นเหตุให้ไม่สามารถบรรลุฉันทามติในหมู่ชาติอาเซียนได้ แม้ว่าชาติอื่นจะมีมติร่วมกันแล้วในประเด็นดังกล่าว

อันที่จริงปีนี้อาเซียนวาดหวังว่าจะสามารถยกระดับ “คาประกาศว่าด้วยการปฏิบัติของฝ่ายต่างๆ ในทะเลจีนใต้” (Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea) หรือ DoC ที่ได้ลงนามร่วมกันระหว่างชาติอาเซียนกับจีนตั้งแต่ปี 2545 ขึ้นเป็น Code of Conduct (CoC) ที่มีผลผูกมัดมากขึ้น ในวาระครบรอบ 10 ปีของ DoC ทั้งนี้ อาเซียนได้ร่าง CoC ไว้แล้ว แม้จะยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม

ความล้มเหลวในการออกคาประกาศในการประชุมอาเซียนครั้งนี้ นับว่าเป็นชัยชนะของจีน ที่เน้นแก้ปัญหาด้วยแนวทางทวิภาคี ของจีน ที่เน้นแก้ปัญหาด้วยแนวทางทวิภาคี จะเจรจากับประเทศคู่พิพาทเองทีละคู่ ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศใหญ่มักใช้กับประเทศเล็ก จีนไม่ประสงค์จะใช้เวทีพหุภาคีอย่างอาเซียน การไม่มีคาประกาศในครั้งนี้ เท่ากับว่าอาเซียนไม่อาจกล่าวถึงร่าง CoC ที่จัดทำไว้ได้ ไม่อาจกล่าวถึงร่าง CoC ที่จัดทำไว้ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ยังไม่มีการยอมรับอย่างเป็นทางการว่ามีร่าง CoC ของอาเซียนอยู่

อย่างไรก็ตาม จุดยืนที่แข็งกร้าวของจีนในประเด็นทะเลจีนใต้ คงไม่ส่งผลดีต่อจีนเท่าใดนัก ยิ่งในโลกปัจจุบันที่มหาอำนาจไม่สามารถใช้ hard power อย่างเดียวได้ หากแต่ต้องใช้ soft power ควบคู่ไปด้วย ความพยายามของจีนที่จะสร้างบารมีและความชื่นชมในหมู่ชาติอาเซียนจะด้อย ประสิทธิผลลง และจะยิ่งผลักให้บางชาติอาเซียนเข้าหาสหรัฐที่พยายามกลับเข้ามาในภูมิภาคมาก ยิ่งขึ้น ในที่สุด จีนอาจยอมลดท่าทีแข็งกร้าวลงบ้าง อย่างมากใน บ้าง อย่างมากใน การประชุมสุดยอดผู้นำในช่วงปลายปี คงได้เพียงแถลงการณ์ร่วมระหว่างอาเซียนกับจีนที่เบาบาง ไร้น้ำหนัก ไม่ถึงขั้น CoC ที่มีความหมาย

ต่อเรื่องนี้ไทยเองตกอยู่ในสถานการณ์อันยากลำบาก เนื่องจากเป็นวาระที่ไทยเป็นประธานคณะกรรมการอาเซียน-จีน ซึ่งเท่ากับว่า ไทยเป็นแกนของอาเซียนในการประสานงานกับจีน ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และการเมือง-ความมั่นคง ซึ่งรวมถึงประเด็นทะเลจีนใต้ด้วย

ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ความน่าเชื่อถือของอาเซียนได้เสื่อมถอยลงไปมาก จากการที่ไทยไม่สามารถจัดประชุมผู้นำอาเซียนได้ เมื่อคราวไม่สามารถจัดประชุมผู้นำอาเซียนได้ เมื่อคราวที่เป็นประธานอาเซียนในช่วงปี 2551-2552 และจากข้อพิพาทพรมแดนไทย-กัมพูชาในประเด็นเขาพระวิหาร ที่ส่งผลต่อความพยายามสร้างประชาคมการเมือง-ความมั่นคงอาเซียนโดยตรง เนื่องจากอาเซียนไม่สามารถแสดงบทบาทในการแก้ไขข้อพิพาทนี้ได้เท่าที่ควร แม้รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย จะพยายามทาหน้าที่เป็นกาวใจ ในฐานะประธานอาเซียนในขณะนั้น แต่ไทยก็เน้นย้าแนวทางทวิภาคี ไม่ประสงค์ให้อาเซียนเข้ามาไกล่เกลี่ย ในขณะที่กัมพูชาเลือกที่จะไปฟูองร้องต่อศาลโลก ซึ่งก็เท่ากับเป็นการข้ามหัวอาเซียน ไม่เห็นว่าอาเซียนจะสามารถช่วยแก้ไขหรือบรรเทาข้อพิพาทดังกล่าวได้ ปัจจุบันคนไทยบางกลุ่มก็ยังคัดค้านการเข้ามาสังเกตการณ์ของเจ้าหน้าที่ อินโดนีเซียต่อการถอนทหารของกัมพูชาและไทยจากดินแดนในพิพาทตามคาพิพากษาของ ศาลโลก โดยรวม อาเซียนยิ่งดูไร้น้ำยามากขึ้น

ขณะที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกำลังคืบหน้าไป ประชาคมการเมือง-ความมั่นคงกลับประสบภาวะไม่มั่นคง อาเซียนจะยิ่งพบข้อจำกัดมากขึ้นทุกทีๆ ในแนวทางเดิมๆ ที่เน้นความสบายใจ (comfort level) ของทุกฝ่าย ซึ่งเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม ชีวิตของอาเซียนยังต้องดำเนินต่อไป The show must go on. ชาติอาเซียนยังต้องพยายามมุ่งมั่นก้าวเข้าสู่ AEC ต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในปี 2558 แม้บรรยากาศแห่งความร่วมมือจะถดถอยลงไปก็ตาม

ที่มา : ผศ.ดร.กิตติ ประเสริฐสุข คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ประสานงานโครงการ “จับตาอาเซียน” (ASEAN Watch) สกว.