Related Articles

การเกิดขึ้นของAEC ไม่ได้เกิดจากเนื้อในความต้องการของชาวอาเซียน

by Editor Thekob Tourismthailand.org/AEC

การเกิดขึ้นของAEC ไม่ได้


การเกิดขึ้นของAEC ไม่ได้เกิดจากเนื้อในความต้องการของชาวอาเซียนที่จะสร้างลักษณะใหม่ของการ อยู่ร่วมกันแต่อย่างใด หากแต่เป็นผลมาจากพลังของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ (Neo-liberalism) ที่ได้ขยายตัวครอบคลุมโลกมาหลายทศวรรษ

ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ต้องการจะปลดพันธกิจของรัฐที่มีต่อสังคม ให้มากที่สุด เพื่อที่จะเปิดช่องให้กลุ่มทุนเอกชนมีโอกาสในการเข้ามาเปลี่ยนทุกสิ่ง ทุกอย่างในรัฐนั้นให้เข้ามาอยู่ใน “ระบบตลาด” ความต้องการสูงสุดของกลุ่มทุนที่เติบใหญ่มาจน “ไร้ชาติ” เหล่านี้ ได้แก่ การเปลี่ยนโลกที่เคยมีรัฐครอบครองอยู่ให้กลายเป็น “ตลาด” ที่กว้างใหญ่ไพศาลเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเอง ดังปรากฏอย่างชัดเจนในการก่อตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งยังไม่ประสบผลสำเร็จในการเปลี่ยน “โลก” ให้เป็น “ตลาด” เพราะกลุ่มประเทศยากจนยังคงรวมตัวกันต่อต้านไว้ได้ในหลายประเด็น

การขับเคลื่อนของทุนนิยมเสรีนิยมใหม่จึงได้พยายามล้อมกรอบรัฐต่างๆ ด้วยการทำให้เกิดการปลดเปลื้องพันธกิจของแต่ละรัฐในแต่ละภูมิภาค เพื่อที่ในท้ายที่สุดแล้วก็จะกลายเป็น “ตลาด” ให้แก่กลุ่มทุนจนหมดพื้นที่โลก โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปตกลงในระดับองค์การการค้าโลกซึ่งยากกว่า พื้นที่การค้าเสรีของภูมิภาคต่างๆ จึงเกิดขึ้น เช่น เขตการค้าเสรีอาเซียนที่มีดำเนินมาก่อนการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจึงเกิดเพื่อที่จะเป็น “ตลาด” ให้แก่กลุ่มทุนใหญ่ในซีกโลกตะวันออก นี้ ประเทศ ญี่ปุ่น ที่ลงทุนในประเทศอาเซียนมาเนิ่นนานยิ่งสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ อย่างกว้างขวางต่อไปอีก ประเทศ เกาหลี ที่ได้ขยายการผลิตมายังอาเซียนมากขึ้นในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ก็ต้องการที่จะหาแสวงหากำไรให้มากขึ้นจากตลาดใหม่ที่จะกว้างขวางขึ้น ส่วนประเทศทุนนิยมใหม่ ได้แก่ จีน ซึ่งกำลังเปลี่ยนตัวเองให้เป็น “ทุนนิยมก้าวร้าว” เพื่อที่จะไล่กวดญี่ปุ่นและเกาหลี  ก็ต้องการเสาะแสวงหาผลประโยชน์ทุกรูปแบบ ซึ่งไม่ใช่แค่การลงทุนอุตสาหกรรมเท่านั้น

กรณีทุนของประเทศ จีน ซึ่งผมอยากจะเรียกว่าเป็น “ทุนนิยมก้าวร้าว” ก็เพราะมีตัวอย่างที่เห็นอย่างชัดเจนมาก จากข้อเสนอการสร้างถนนและทางรถไฟให้ประเทศในอาเซียน โดยประเทศนั้นต้องแลกกับการย้ายถิ่นของคนจีนเข้ามาพำนัก/อาศัยในระยะยาวตลอด สองข้างทางรถยนต์/รถไฟ

ผมคิดว่านี่เป็นข้อเสนอที่ “ก้าวร้าวและหยาบคาย” ของกลุ่มทุนประเทศจีน เพราะเป็นข้อเสนอที่ไม่ได้คิดถึงหัวอกของคนที่เป็นเจ้าของประเทศเลยแม้แต่ น้อย ผมหวังว่ากลุ่มทุนจีนและรัฐบาลจีนจะคำนึงถึงคนตัวเล็กตัวน้อยในอาเซียนมาก ขึ้นในอนาคต เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ความขัดแย้งระหว่างผู้คนธรรมดาในอาเซียนกับกลุ่มทุนจีนจะเพิ่มมากขึ้นใน อนาคต แม้แต่พี่น้องพ่อค้าไทยเชื้อสายจีนย่านสำเพ็งและเยาวราชของไทยเองก็กำลัง เจ็บปวดกับการขยายตัวของทุนจีนที่ไม่แยแสพ่อค้ารายกลางและย่อยเลย มิพักต้องพูดถึงปัญหาทะเลจีนใต้ครับ

นอกจากกลุ่มทุนจากประเทศทุนนิยมอย่างน้อยสามประเทศที่จะได้ประโยชน์จาก การเกิด “ตลาด” อาเซียนแล้ว กลุ่มทุนภายในประเทศอาเซียนเองได้ร่วมผลักดันให้เกิดพื้นที่ “ตลาด” ใหม่นี้อย่างสุดแรง เพราะกลุ่มทุนภายในอาเซียนเองก็จะได้ประโยชน์อย่างมากจากการเกิดพื้นที่ “ตลาด” ใหม่นี้

สำหรับประเทศ ไทย กลุ่มทุนที่ผลักดันการเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มที่ มองเห็นผลประโยชน์เฉพาะในส่วนของตนเป็นหลัก กลุ่มทุนสำคัญๆ ที่ได้สยายปีกออกไปเพื่อรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากตลาดที่กว้างขวางขึ้น ที่สำคัญ อย่างน้อย 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ (SCG) กลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตร (นำโดย CP) กลุ่มพลังงาน (PTT) กลุ่มอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร (เครือข่ายธนาคาร) กลุ่มเครื่องดื่ม (Thai bev) กลุ่มภาคบริการใหม่ (หลายกลุ่มรวมกันอยู่ เช่น Intouch, Gmm เป็นต้น)

ในช่วงที่เป็นเขตการค้าเสรีอาเซียนก่อนการเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กลุ่มทุนทั้ง 6 กลุ่มนี้ได้ขยายมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศอาเซียนสูงขึ้นถึงกว่า 20% พร้อมทั้งหลายบริษัทได้เข้าถือครองแหล่งวัตถุดิบและสร้างโรงงานผลิตสินค้าใน ประเทศอาเซียนแล้ว เช่น กลุ่มปูนซีเมนต์ได้ตั้งโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศอินโดนีเซีย กลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรได้ครอบครองพื้นที่ปลูกอ้อยเพื่อทำน้ำตาลในแขวง สุวรรณเขต ประเทศลาว เป็นต้น

แม้ว่ากลุ่มทุนทั้ง 6 กลุ่มนี้พยายามจะสร้างภาพลักษณ์ของตนว่าผูกพันอยู่กับสังคมไทยโดยผ่านกระบวน การสร้างภาพลักษณ์ในนามของความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate social responsibility : CSR) แต่ในความเป็นจริง ธุรกรรมกลับไม่ได้รับผิดชอบต่อสังคมดังภาพลักษณ์ เช่น กรณีการปกป้องธุรกิจการผลิตกระดาษของตัวเองจนกระดาษที่จะใช้ในประเทศแพงกว่า นำเข้า การเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจที่เกษตรกรรายย่อยต้องเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงทั้ง หมด เป็นต้น

กลุ่มทุนใหญ่ในแต่ละประเทศของอาเซียนล้วนแล้วแต่สุมหัวกันและประสาน ประโยชน์กันอย่างเหนียวแน่นไม่ว่าจะผ่านการลงทุนร่วมกันในตลาดหุ้น การลงทุนการผลิต การบริการร่วมกัน ที่เด่นชัด ได้แก่ กลุ่มทุนจากประเทศสิงคโปร์ที่ลงทุนในตลาดหุ้นกระจายทั่วไปทุกประเทศในอา เซียน

กลุ่มทุนใหญ่ในกลุ่มประเทศอาเซียนจึงผนึกกันในการผลักดันให้รัฐบาลของ ประเทศตนเอง ซึ่งโดยมากก็เป็นเสมือนรัฐบาลที่ทำงานให้แก่กลุ่มทุนใหญ่อยู่แล้ว ดำเนินการสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนขึ้นมา โดยที่ไม่ได้แยแสเลยว่าประชาชนในประเทศของตนเองจะประสบปัญหาเคราะห์กรรมอัน ใดบ้าง ดังที่เราจะเห็นว่าการประชาสัมพันธ์เรื่องอาเซียนในประเทศไทยมักจะพูดเฉพาะ ข้อดี หากจะพูดถึงข้อเสียก็จะพุ่งเป้ามาที่ประชาชนไม่ยอมปรับตัวตัวเอง  เช่น คนไทยไม่ยอมหัดเรียนภาษาอังกฤษ

การป่าวประกาศการสร้างความพร้อมเพื่อรับกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จึงเป็นวาทกรรมที่โยนบาปหรือความผิดพลาดให้แก่ประชาชนอย่างไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ประการใด

ปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศในกลุ่มอาเซียน อันได้ แก่ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ก็ถูกทำให้เหมือนว่าจะแก้ไขไปได้หากร่วมในประชาคมเศรษฐกิจ โดยที่แต่ละรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลไทย ก็เห็นได้ชัดเจนว่าไม่ได้สนใจที่จะแก้ไขความเหลื่อมล้ำ (ที่ปะทุขึ้นมาเป็นระยะ) หากรัฐบาลแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำได้บ้างก็จะทำให้สังคมเศรษฐกิจไทยและคน ไทยโดยรวมมีความเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจมากขึ้นในการปรับตัวสู่เศรษฐกิจตลาด ใหม่ของอาเซียน

ดังนั้น ความพยายามเปลี่ยน “โลก” ให้กลายเป็น “ตลาด” ของกลุ่มทุนไร้ชาตินี้จะส่งผลทำให้เกิดการทำให้ “ปัจเจกชน” ล่องลอยอยู่ในทะเลของ “ตลาด” ตามลำพัง คนเข้มแข็งในระบบทุนนิยมเท่านั้นที่จะอยู่รอด คนธรรมดาทั่วไปของแต่ละรัฐในกลุ่มอาเซียนก็จะถูกตัดหางปล่อยวัดให้เผชิญชะตา กรรมเพียงลำพัง โดยที่ กลุ่มทุนใหญ่เท่านั้นที่จะมีความสุขกับการกอบโกยจากพื้นที่ “ตลาดใหม่” ที่กำลังจะมาถึง

ที่มา : อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ