About AEC

เอกชนชี้ไทยไร้ขีดความสามารถหวั่นเสียเปรียบเปิดเสรีบริการอาเซียน

by Editor Thekob Tourismthailand.org/AEC

ธุรกิจโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการอื่นๆ มีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานแรงงาน อีกทั้งยังเป็นธุรกิจที่ทาหน้าที่สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมการผลิต ให้มีประสิทธิภาพและขยายฐานการส่งออกได้มากขึ้น ดังนั้นไทยจำเป็นต้องพัฒนา และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันธุรกิจบริการให้สามารถขยายตัวต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง สามารถเป็นเครื่องมือประเทศพัฒนาเศรษฐกิจของประเท ศเหมือนประเทศพัฒนาแล้วใช้ธุรกิจนี้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ผ่านมา หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ร่วมมือกับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “ธุรกิจบริการ ยุทธศาสตร์แห่งชาติสู่ AEC and Beyond” ในธุรกิจบริการ 4 ได้แก่ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และทุนมนุษย์ภาคบริการ

นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่าหอการค้าฯ ได้หารือกันเพื่อวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาธุรกิจบริการของไทย 4 สาขาดังกล่าว เพื่อสรุปเป็นสมุดปกขาว และเสนอให้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ภายใน 2 เดือนจากนี้ เพื่อสร้างความตื่นตัวและกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนธุรกิจบริการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันก่อนเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558หอการค้าฯ ได้มีการระดมความเห็นไปเมื่อเดือนส.ค. 2555 ที่ผ่านมา เพื่อประเมินสถานการณ์ธุรกิจบริการของไทย 4สาขา โดย หลังจากนี้จะสรุปแนวทางพัฒนา เสนอหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องนำไปเป็นแน วทางพัฒนาธุรกิจ รวมถึงให้ภาคเอกชนรู้สถานะของตัวเอง และ ชี้ช่องทางพัฒนา เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะมี มากขึ้นหลังเปิดAEC

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวเสริมว่า ขณะนี้มีธุรกิจบริการหลายรายการเริ่มทยอยเปิดเสรีให้ชาติสมาชิกอาเซียนเข้ามาลงทุนในสัดส่วนการถือหุ้นที่มากกว่าได้แล้ว เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์ที่กำหนดให้ต่างชาติลงทุนได้ 70% แล้ว หากไทยไม่มีการพัฒนาเพื่อรับมือกับการไหลเข้ามาของทุนต่างชาติ จะทำให้ภาคบริการของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ และมีฐานะเป็นเพียงแหล่งลงทุนที่ได้ประโยชน์จากการจ้างงานเท่านั้น ไม่มีโอกาสได้ประโยชน์ในฐานะผู้ลงทุน หรือเจ้าของกิจการที่จะมีส่วนในผลประโยชน์มหาศาลจากธุรกิจบริการในกรอบของอาเซียน แม้ไทยจะมีข้อกฎหมายผ่าน พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ไว้ดูแลธุรกิจในประเทศอยู่ แต่ในทางปฏิบัติ ไทยต้องทาตามข้อตกลงที่ทำไว้กับอาเซียน และหากใช้กฎหมายปกป้องภาคธุรกิจไว้โดยไม่ดำเนินการพัฒนาอย่างมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน การปกป้องดังกล่าวจะเป็นเหมือนการปิดกั้นโอกาสทางการค้าการลงทุนของไทยเองมากกว่ากฎหมายต่างด้าวปกป้องเราอยู่จริง แต่การปกป้องมากไป จะกลายเป็นการขาดโอกาสทางการค้าการลงทุนเพราะต่างชาติ ก็ไม่อยากมาลงทุนในไทย แต่ถ้าเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน ขณะที่เราไม่ทำอะไรเลย จากนี้ไปไทยก็ไม่ต่างอะไรกับการให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนแล้วก็จ้างงานคนไทยเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ซึ่งหอการค้าฯ กำลังสรุปยุทธศาสตร์ให้เป็นสมุดปกขาว เพื่อเสนอผ่าน กรอ. อย่างเป็นทางการต่อไป

ในการระดมความเห็น เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและการแก้ไขธุรกิจบริการทั้ง 4 สาขานั้น นายฉัตรชัย มงคลวิเศษไกวัล ประธานคณะกรรมการธุรกิจบริการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สรุปว่า การลงทุนในธุรกิจก่อสร้างของไทยในต่างประเทศมีมูลค่ามหาศาล และมีศักยภาพเป็นลำดับต้นๆ ในอาเซียน แต่เสียโอกาส เนื่องจากไม่มีมาตรการส่งเสริมเป็นรูปธรรม ซึ่งเรื่องนี้ภาครัฐต้องเข้ามาสนับสนุน ส่วนภาคเอกชนเองต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถด้านบุคลากร

ส่วนธุรกิจท่องเที่ยว ขาดมาตรฐานในการให้บริการ โดยเฉพาะSMEs และไม่สามารถเข้าถึงการพัฒนามาตรฐานทางด้านไอซีที เพื่อสนับสนุนศักยภาพของธุรกิจ ดังนั้นเอกชนจำเป็นต้องรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ เพื่อทำงานร่วมกับรัฐ พร้อมออกมาตรการที่มีน้ำหนักได้ รวมถึงเอกชนมีข้อเสนอให้ภาครัฐจัดตั้งกองทุนสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว (Tourism Mutual Fund) บริหารโดยเอกชน จัดตั้งจากภาษีของภาคท่องเที่ยวทั้งหมดที่จ่ายให้รัฐ

สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์นั้น จะพบว่าไทยอยู่ในจุดที่เป็นจุดศูนย์กลางในการคมนาคม แต่ยังไม่มีมาตรการในการใช้ประโยชน์จากข้อดีนี้อย่างเต็มที่ ภาคเอกชนเห็นว่าต้องให้มีกฎหมายเฉพาะในสาขาธุรกิจโลจิสติกส์ และก่อตั้งสภาผู้ประกอบการโลจิสติกส์นอกจากนี้ ต้องการให้ภาครัฐมีนโยบายที่สอดคล้องและชัดเจนในเรื่องใบอนุญาตประเภทต่างๆ และให้รัฐมีมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม

ขณะที่ ธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ต้องยกระดับความร่วมมือระหว่าง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งปัจจุบันยังไม่ประสานงานกันดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ควรลดค่าเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างประเทศให้สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ และให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานความเร็วสูง รวมถึงเร่งรัดออกกฎห้ามครอบครองสิทธิ ข้ามสื่อ โดยกำหนดข้อห้ามการซื้อหรือควบรวมกิจการข้ามประเภท เช่น กิจการวิทยุโทรทัศน์ที่ถูกครอบงำโดยบริษัทโทรคมนาคม ปรับปรุงกฎหมายการประมูลคลื่นความถี่ให้มีข้อยกเว้นสำหรับกิจการขนาดเล็ก และควรปลดสื่อออกจากรัฐ เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางการรับรู้ข้อมูลแก่ประชาชน

ด้านธุรกิจทุนมนุษย์ภาคบริการ พบว่าบุคลากรในประเทศควรได้รับการพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษ การบริหารจัดการ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มาตรฐานด้านฝีมือแรงงาน มาตรฐานวิชาชีพ มาตรฐานการให้บริการ โดยเฉพาะSMEs ซึ่งยังด้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่อยู่มาก จึงควรให้มีสภาวิชาชีพทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภาคการศึกษาและภาครัฐ เพื่อให้เกิดบูรณาการ หากไม่เร่งดำเนินการจะมีความเสี่ยงเรื่องการแย่งงานในประเทศ และปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะไปต่างประเทศ

ที่มา :