About AEC

จี้SMEsไทยกำจัดจุดอ่อน ปั้นจุดเด่นปูทางศูนย์กลางของอาเซียน

by Editor Thekob Tourismthailand.org/AEC

“การเตรียมความพร้อมของSMEsไทยเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ยังมีปัญหาและอุปสรรคอีกมาก ซึ่งจากข้อมูลของธนาคารโลกที่สำรวจปัญหาของSMEsทั่วโลกพบว่า SMEsไทยมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเนื่องจากถูกจัดอันดับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอยู่ในอันดับที่ 71 ของโลก เทียบไม่ได้กับคู่แข่งอย่างประเทศมาเลเซียที่ถูกจัดไว้ในอันดับ 1 ทำให้เข้าถึงแหล่งเงินได้ง่าย สะท้อนให้เห็นว่าหากมีแผนธุรกิจที่ชัดเจนแบงก์ก็พร้อมจะปล่อยเงินกู้ให้ง่าย ๆ ต่างจากของไทยที่มักถูกปฎิเสธ” เสียงสะท้อนจาก น.ส.วิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เมื่อกล่าวถึงการปรับตัวของธุรกิจSMEsไทยบนเส้นทางAEC

ทั้งนี้ ทั่วโลกจะมีธุรกิจSMEsประมาณ 99% ส่วนในประเทศไทยมีธุรกิจดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วน 99.8% ของกิจการทั้งหมดจากจำนวนธุรกิจขนาดเล็กเกือบ 3 ล้านราย หรือมีSMEs ประมาณ 2.7 ล้านราย ในขณะที่ธุรกิจขนาดกลางมีเพียงกว่า 1.8 หมื่นราย และธุรกิจขนาดใหญ่มีไม่ถึง 1 หมื่นราย ถึงแม้ว่าSMEsจะช่วยสร้างงานถึง 83% หรือ 10 ล้านอัตรา แต่วิสาหกิจขนาดกลางและเล็กมีสัดส่วนในการส่งออกเพียงแค่ 30% เท่านั้นหากดูเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศอาเซียนด้วยกันพบว่ามีสัดส่วนเพียง 18-19% ถือว่ายังค่อนข้างน้อยมาก

อย่างไรก็ตาม ในการรวมตัวกันของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนทั้ง 10 ประเทศนั้น แต่ละประเทศได้มีหน่วยงานส่งเสริมธุรกิจSMEsภายในของแต่ละประเทศเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการรวมตลาดระหว่างกันและนำไปสู่การผลักดันให้เศรษฐกิจพัฒนาไปอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งที่ผ่านมา สสว.ทำงานร่วมกันกับประเทศอื่น ๆ มา 15 ปีแล้วในการเตรียมพร้อมเข้าสู่AECแต่ยอมรับว่ายังมีปัญหาอุปสรรคอีกมาก โดยนอกจากเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนยากแล้ว ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือSMEsไทยส่วนใหญ่เป็นการเก็บตกแรงงานมาจากบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งมีคุณภาพด้อยกว่าแต่ต้องจ่ายค่าจ้างในอัตราเท่ากันที่วันละ 300 บาท

หากพิจารณาเฉพาะSMEsใน 10 ประเทศพบว่าปัญหาที่ต้องเผชิญ อันดับ 1 มีสัดส่วน 39% คือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รองลงมา 29% ขาดแคลนแรงงาน และสุดท้าย 20% ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่ในอาเซียนจะมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) คอยดูแลให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ขณะที่บริษัทขนาดเล็กไม่มีใครสนใจ แม้แต่SMEsจากต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในไทยยังไม่ได้รับการเหลียวแลจึงต้องเข้ามาในลักษณะของการรวมตัวกันมากกว่า แต่จากผลสำรวจยังพบข้อดีของไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ คือการเข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทยมีความง่ายเป็นอันดับที่ 12 เทียบกับ กัมพูชาอยู่ในอันดับ 145 ลาวอันดับ 167 นอกจากนั้น ไทยยังมีความเด่นด้านแรงงานมีคุณภาพและด้านภาพลักษณ์หรือแบรนด์อิมเมจ เช่น หากเป็นสินค้าที่เมดอินไทยแลนด์ คนจีนจะชื่นชอบกันมากแต่สินค้าของไทยกลับไม่ค่อยติดฉลากดังกล่าว ขณะที่สิงคโปร์ทำธุรกิจได้ง่ายเป็นอันดับ 1 ส่วนมาเลเซียและฟิลิปปินส์เด่นเรื่องภาษา

ทั้งนี้ มองว่าสิ่งที่ยังน่ากังวลในอนาคตคือ การที่SMEsรายเล็ก ๆ จะมีปัญหาการผลิต การจ้างงานและไม่มีเงินทุนสนับสนุนดังนั้น รัฐบาลและภาคเอกชนเองก็ควรคิดและเตรียมการเข้าสู่AEC โดยวางเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางหรือฮับด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านบริการที่ไทยมีความได้เปรียบแต่กลับให้ความสำคัญน้อย หรือธุรกิจโรงแรม สินค้าเกษตร สปา งานดีไซน์ จัดงานแต่งงาน

ที่สำคัญทุกวันนี้มองว่าSMEsไทยยังขาดการรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นสมาพันธ์ สมาคม จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการมีการรวมตัวกัน เพื่อให้ต่างชาติที่จะเข้ามาร่วมทุนหรือซื้อสินค้าหาตัวเจอว่าอยู่ตรงไหนกันบ้าง เพราะไทยเป็นประเทศSMEsต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาร่วมลงทุนมากทั้งจากญี่ปุ่น เยอรมนี เพื่อใช้ไทยเป็นประตู หรือสปริงบอร์ดไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน จึงควรมองSMEsต่างชาติเหล่านี้เป็นคู่ค้าไม่ใช่คู่แข่งเพื่อจะได้ปรับตัวให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนได้

ที่มา : คม ชัด ลึก


ที่มา : http://www.thai-aec.com/692